เลเวอเรจ คือ การใช้เงินทุนส่วนหนึ่งเพื่อควบคุมสถานะการลงทุนที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินก้อนนั้น โดย Leverage แปลว่า แรงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้คานงัด เมื่อนำมาใช้ในการเทรด จึงสื่อถึงการใช้เงินหลักประกัน (Margin) เพื่อเปิดสถานะที่มีมูลค่ามากกว่าเงินที่วางไว้ เช่น เลเวอเรจ 1:100 หมายถึงหลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะได้ 100 ส่วน แนวคิดนี้เรียกในภาษาไทยได้ว่า “อัตราทด”
ในการเทรด Forex และ CFD กำไรและขาดทุนคำนวณจากมูลค่าสถานะเต็มจำนวน ความเสี่ยงจึงขึ้นอยู่กับ ขนาดสถานะที่เปิดเมื่อเทียบกับเงินในบัญชี และการเคลื่อนไหวของราคา การเทรดด้วยเลเวอเรจอาจขยายทั้งกำไรและขาดทุนเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ใช้ แต่การเลือกค่าเลเวอเรจสูงขึ้นไม่ได้ทำให้กำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นเอง หากขนาดสถานะและการเปลี่ยนแปลงของราคาเท่าเดิม
คำเตือนความเสี่ยง: Forex, CFD และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Leverage มีความเสี่ยงสูง ผู้เทรดอาจขาดทุนอย่างรวดเร็ว เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์อาจไม่พร้อมให้บริการในทุกประเทศ โปรดตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เปิดให้บริการในประเทศหรือเขตอำนาจของคุณหรือไม่ก่อนตัดสินใจ
Leverage แปลว่าอะไร?
Leverage แปลว่า “แรงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้คานงัด” ตามความหมายด้านกลไก และอาจใช้ในความหมายว่า “อำนาจต่อรอง” หรือ “อิทธิพล” ได้ตามบริบท จึงต้องดูว่าคำนี้ปรากฏในเรื่องใดเพื่อแปลให้ตรงความหมาย
ในบริบทการเงิน Leverage คือ การใช้เงินกู้หรือเงินหลักประกันเพื่อเพิ่มมูลค่าการลงทุนเมื่อเทียบกับเงินทุนของตนเอง โดยกลไกจะแตกต่างกันระหว่างการเทรด Forex การซื้อขายหุ้น และการเงินองค์กร
| บริบท | Leverage หมายถึง | ตัวอย่างคำที่ใช้ |
|---|---|---|
| บัญชีเทรด Forex / CFD | วางหลักประกันส่วนหนึ่งเพื่อเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่า | ค่าเลเวอเรจ 1:100, 1:500 |
| ตลาดอนุพันธ์ไทย (TFEX) | เปิดสถานะสัญญาที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกันที่ต้องวาง | อัตราทด |
| ตลาดหุ้นไทย | ใช้เงินกู้จากบริษัทหลักทรัพย์ร่วมกับเงินตนเองเพื่อซื้อหุ้น | บัญชีมาร์จิ้น (Credit Balance) |
| การเงินองค์กร | ใช้หนี้ร่วมกับเงินทุนของผู้ถือหุ้นในการดำเนินธุรกิจ | Financial Leverage |
ค่าเลเวอเรจ คือ อัตราส่วนที่บอกว่าหลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะได้กี่ส่วน เช่น ค่า Leverage 1:100 หมายถึงสถานะมูลค่า 100,000 บาทต้องใช้หลักประกัน 1,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขการคำนวณนั้น ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เทรดใช้เลเวอเรจเต็มจำนวนหรือเปิดสถานะตามอัตราสูงสุดของบัญชีเสมอไป
สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ ค่าเลเวอเรจที่บัญชีอนุญาต กับ ขนาดสถานะที่ผู้เทรดเปิดจริง เพราะการเปิดสถานะมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับเงินในบัญชีทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงเล็กน้อยส่งผลต่อเงินทุนได้มากขึ้น
Financial Leverage คืออะไร และต่างจากเลเวอเรจในบัญชีเทรดอย่างไร?
Financial Leverage คือ การใช้หนี้เป็นส่วนหนึ่งของเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ หรือเรียกว่า เลเวอเรจทางการเงิน บริษัทอาจกู้เงินเพื่อขยายกิจการ โดยคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะสูงกว่าต้นทุนเงินกู้ อย่างไรก็ตาม หากรายได้หรือกำไรลดลง ภาระดอกเบี้ยและการชำระหนี้ยังคงอยู่ จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น
ส่วน เลเวอเรจในบัญชีเทรด เกี่ยวข้องกับมูลค่าสถานะและเงินหลักประกันที่ต้องวาง เช่น อัตรา 1:100 หรือ 1:500 ผู้เทรดจึงควรพิจารณาขนาดสถานะ เงินทุนในบัญชี และเงื่อนไขหลักประกันของสินทรัพย์นั้น แยกจากการวิเคราะห์โครงสร้างหนี้ของบริษัท
Leverage Ratio คือ กลุ่มอัตราส่วนที่ใช้ประเมินการใช้หนี้หรือระดับอัตราทดทางการเงินของธุรกิจ เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt-to-Equity) และหนี้สินต่อสินทรัพย์ (Debt-to-Assets) ส่วนคำว่า Financial Leverage Ratio ในบางแหล่งหมายถึงสินทรัพย์รวมเฉลี่ยหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย จึงควรตรวจสอบสูตรที่ใช้ก่อนตีความตัวเลข ไม่ควรถือว่า Leverage Ratio หมายถึง Debt-to-Equity เสมอไป
อีกคำที่เกี่ยวข้องคือ Operating Leverage คือ ความไวของกำไรจากการดำเนินงานต่อการเปลี่ยนแปลงของยอดขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรของธุรกิจ บริษัทที่มีต้นทุนคงที่สูงอาจมีกำไรเพิ่มขึ้นมากเมื่อยอดขายเติบโต แต่กำไรก็อาจลดลงมากเมื่อยอดขายตกเช่นกัน คำนี้จึงใช้วิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ ส่วน Financial Leverage ใช้วิเคราะห์ผลจากโครงสร้างเงินทุน
เลเวอเรจทำงานอย่างไร? พร้อมตัวอย่างคำนวณ
การเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ และการใช้เลเวอเรจ CFD ช่วยให้ผู้เทรดเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกันที่วางไว้ โดยกำไรและขาดทุนคำนวณจากมูลค่าสถานะเต็มจำนวน จึงอาจส่งผลต่อเงินทุนมากกว่าการลงทุนโดยไม่มีอัตราทด
ตัวอย่างเช่น ผู้เทรดเปิดสถานะซื้อโดยใช้เงินหลักประกัน 1,000 บาท ที่อัตราเลเวอเรจ 1:100 จะรองรับสถานะมูลค่า 100,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขของตัวอย่างนี้
- หากราคาขึ้น 1% ผู้เทรดมีกำไรก่อนหักต้นทุน 100,000 × 1% = 1,000 บาท เท่ากับ 100% ของเงินหลักประกันที่ใช้
- หากราคาลง 1% ผู้เทรดขาดทุนก่อนรวมต้นทุน 100,000 × 1% = 1,000 บาท เท่ากับ 100% ของเงินหลักประกันที่ใช้เช่นกัน
ตัวเลข 100% ในตัวอย่างหมายถึง กำไรหรือขาดทุนเมื่อเทียบกับหลักประกันของสถานะนี้ หากมีเงินในบัญชีมากกว่า 1,000 บาท ผลขาดทุนดังกล่าวย่อมไม่ได้เท่ากับเงินทั้งบัญชี
ในทางปฏิบัติ สถานะอาจถูกปิดอัตโนมัติตามเกณฑ์ Stop Out ก่อนราคาจะเคลื่อนไหวถึงจุดที่คำนวณไว้ ขึ้นอยู่กับ Equity เงินหลักประกันรวม และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่เงื่อนไขจริงของบัญชี TMGM หรือบัญชีใด ยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน (Swap) และ Slippage โดยสมมติให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้แปลงมูลค่าเป็นเงินบาทคงที่
วิธีคำนวณเลเวอเรจและเงินหลักประกัน
การคำนวณเบื้องต้นใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง มูลค่าสถานะ เงินหลักประกัน และอัตรา Leverage ดังนี้
มูลค่าสถานะที่หลักประกันรองรับ = เงินหลักประกัน × ตัวคูณ Leverage
เงินหลักประกันที่ต้องใช้ = มูลค่าสถานะ ÷ ตัวคูณ Leverage
ตัวอย่างอัตรา 1:100 มีตัวคูณเท่ากับ 100 จึงคำนวณได้ว่า(1) หลักประกัน 1,000 บาท รองรับสถานะมูลค่า 1,000 × 100 = 100,000 บาท
(2) สถานะมูลค่า 100,000 บาท ต้องใช้หลักประกัน 100,000 ÷ 100 = 1,000 บาท
คำที่ใช้ในสูตรหมายถึง
(1) เงินหลักประกัน (Margin) คือเงินที่ถูกกันไว้เพื่อรองรับสถานะที่เปิด
(2) ตัวคูณ Leverage คือจำนวนเท่าของอัตราทด เช่น 1:100 เท่ากับ 100 เท่า และ 1:500 เท่ากับ 500 เท่า
(3) มูลค่าสถานะ คือมูลค่าเต็มของสถานะการซื้อขาย ซึ่งใช้เป็นฐานคำนวณกำไรและขาดทุนในตัวอย่างนี้
สูตรข้างต้นใช้กับกรณีที่หลักประกันคำนวณตามอัตราเลเวอเรจที่ระบุ เงื่อนไขจริงอาจแตกต่างกันตามสินทรัพย์และวิธีคำนวณ Margin ของผู้ให้บริการ

เลเวอเรจ 1:100, 1:500, 1:1000 และ 1:2000 ต่างกันอย่างไร?
ความต่างของอัตราเหล่านี้คือ เงินหลักประกันที่ต้องใช้เมื่อเปิดสถานะขนาดเท่ากัน อัตราเลเวอเรจสูงขึ้นทำให้ใช้หลักประกันน้อยลง แต่ไม่ได้เปลี่ยนผลกำไรหรือขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคา หากมูลค่าสถานะยังเท่าเดิม
ตารางนี้เปรียบเทียบสถานะมูลค่า 100,000 บาท เท่ากันทุกแถว โดยคำนวณผลขาดทุนหากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง 1% ขณะที่สถานะยังเปิดอยู่
| อัตรา Leverage | หลักประกัน (% ของมูลค่าสถานะ) | หลักประกันที่ต้องใช้ | ขาดทุนเมื่อราคาสวนทาง 1% |
|---|---|---|---|
| 1:10 | 10% | 10,000 บาท | 1,000 บาท |
| 1:20 | 5% | 5,000 บาท | 1,000 บาท |
| 1:100 | 1% | 1,000 บาท | 1,000 บาท |
| 1:500 | 0.2% | 200 บาท | 1,000 บาท |
| 1:1000 | 0.1% | 100 บาท | 1,000 บาท |
| 1:2000 | 0.05% | 50 บาท | 1,000 บาท |
อ่านอัตราเลเวอเรจแต่ละแบบได้ดังนี้
- เลเวอเรจ 1:100 คือ หลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะ 100 ส่วน หรือใช้ Margin 1% ของมูลค่าสถานะ
- Leverage 1:500 คือ หลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะ 500 ส่วน หรือใช้ Margin 0.2%
- เลเวอเรจ 1:1000 คือ หลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะ 1,000 ส่วน หรือใช้ Margin 0.1%
- เลเวอเรจ 1:2000 คือ หลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะ 2,000 ส่วน หรือใช้ Margin 0.05%
แม้สถานะมูลค่า 100,000 บาทจะใช้หลักประกันเพียง 50 บาทที่อัตรา 1:2000 แต่ผลขาดทุนสามารถสูงกว่า 50 บาทได้ เพราะ เงินหลักประกันไม่ใช่วงเงินขาดทุนสูงสุดของสถานะ
วิธีอ่านตารางให้ถูก
- ตัวเลขเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ยังไม่รวมต้นทุนการเทรดและการปิดสถานะตามเกณฑ์ Stop Out
- ผลขาดทุนในตารางคำนวณจากสถานะมูลค่า 100,000 บาทเท่ากัน จึงเท่ากันทุกอัตรา
- การใช้ เลเวอเรจสูง (High Leverage) อาจทำให้เปิดสถานะใหญ่ขึ้นได้ด้วยหลักประกันเท่าเดิม หากเพิ่มขนาดสถานะ ผลกำไรและขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาก็เพิ่มตาม
- อัตราในตารางเป็นตัวอย่างทั่วไป อัตราที่ใช้ได้จริงต้องตรวจสอบตามประเภทบัญชี สินทรัพย์ และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
อัตราสูงสุดของบัญชีกับเลเวอเรจที่ใช้จริงต่างกันอย่างไร?
อัตราสูงสุดของบัญชี คือเพดานเลเวอเรจที่ผู้ให้บริการอนุญาตภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ส่วน เลเวอเรจที่ใช้จริง บอกว่าผู้เทรดเปิดสถานะรวมเป็นกี่เท่าของมูลค่าเงินในบัญชี ณ ขณะนั้น
เลเวอเรจที่ใช้จริง = มูลค่าสถานะรวมที่เปิดอยู่ ÷ Equity ในบัญชี
Equity คือมูลค่าเงินในบัญชี ณ ขณะนั้น ซึ่งรวมผลกำไรหรือขาดทุนของสถานะที่ยังเปิดอยู่ โดยมูลค่าสถานะและ Equity ต้องอยู่ในสกุลเงินเดียวกันก่อนคำนวณ
สมมติว่าบัญชีอนุญาตเลเวอเรจสูงสุด 1:500 และมี Equity เริ่มต้น 20,000 บาท เปรียบเทียบการเปิดสถานะในสินทรัพย์เดียวกันและทิศทางเดียวกันได้ดังนี้
| กรณี | มูลค่าสถานะ | เลเวอเรจที่ใช้จริง | ขาดทุนเมื่อราคาสวนทาง 1% | ขาดทุนเทียบกับ Equity เริ่มต้น |
|---|---|---|---|---|
| เปิดสถานะเล็ก | 100,000 บาท | 5 เท่า | 1,000 บาท | 5% |
| เปิดสถานะใหญ่ | 1,000,000 บาท | 50 เท่า | 10,000 บาท | 50% |
ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมต้นทุนการเทรดและผลจาก Stop Out
ทั้งสองกรณีใช้บัญชีที่อนุญาตอัตราสูงสุด 1:500 เหมือนกัน แต่เมื่อราคาสวนทางในสัดส่วนเท่ากัน สถานะที่ใหญ่กว่าสิบเท่าทำให้ขาดทุนมากกว่าสิบเท่า
หากต้องการพิจารณาว่า เลเวอเรจควรเท่าไหร่ จึงควรเริ่มจากขนาดสถานะ เงินทุน และผลขาดทุนที่ยอมรับได้ต่อครั้ง แล้วจึงดูว่าอัตราของบัญชีรองรับแผนดังกล่าวหรือไม่
เลเวอเรจใช้ในตลาดไหนบ้าง?
เลเวอเรจใช้ได้ในหลายตลาด ทั้งหุ้น Forex ฟิวเจอร์ส และ CFD ที่อ้างอิงทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์หรือดัชนี โดย การเทรดด้วยเลเวอเรจ (Leverage Trading) อาจใช้เงินกู้หรือการวางเงินหลักประกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุนจึงควรเข้าใจทั้งวิธีใช้ อัตราทด ต้นทุน และข้อกำหนดของตลาดนั้นก่อนซื้อขาย
| ตลาด / เครื่องมือ | รูปแบบการใช้ Leverage | หลักประกันหรืออัตราทด | สิ่งที่ควรรู้ |
|---|---|---|---|
| หุ้นไทย | ใช้บัญชีมาร์จิ้น (Credit Balance) เพื่อกู้เงินบางส่วนจากบริษัทหลักทรัพย์มาซื้อหุ้น | ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบัญชีและหลักทรัพย์ ตัวอย่างหลักประกัน 50% เทียบได้กับอัตราทดประมาณ 2 เท่า | มีดอกเบี้ยเงินกู้ และซื้อได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด |
| ฟิวเจอร์สใน TFEX | วางเงินหลักประกันเพื่อเปิดสถานะสัญญา | อัตราทดขึ้นอยู่กับมูลค่าสัญญาและหลักประกันที่ต้องวาง | หลักประกันปรับเปลี่ยนได้ และอาจมีการเรียกหลักประกันเพิ่มหรือบังคับปิดสถานะ |
| Forex | ใช้เงินหลักประกันเพื่อเปิดสถานะซื้อขายคู่สกุลเงิน | เลเวอเรจ Forex ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ ประเภทบัญชี ประเภทลูกค้า และข้อกำหนดของผู้กำกับดูแล | กำไรและขาดทุนขึ้นอยู่กับขนาดสถานะ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการเทรด |
| CFD ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนี | วางเงินหลักประกันเพื่อซื้อขายส่วนต่างราคา โดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง | เลเวอเรจ CFD อาจแตกต่างกันระหว่างสินทรัพย์ แม้อยู่ในบัญชีเดียวกัน | ต้องตรวจสอบข้อกำหนด Margin และเงื่อนไขการถือสถานะของสินทรัพย์แต่ละรายการ |
| กองทุนรวมทั่วไป — เพื่อเปรียบเทียบ | ผู้ลงทุนชำระค่าหน่วยลงทุนตามมูลค่าที่ซื้อ | โดยทั่วไปไม่มีการเลือกอัตราเลเวอเรจในบัญชีแบบ Forex หรือ CFD | ต้องตรวจสอบนโยบายลงทุน เพราะกองทุนอาจใช้อนุพันธ์หรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด |
สำหรับ TFEX หลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) และหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) เป็นคนละระดับกัน หากเงินหลักประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์รักษาสภาพ ผู้ลงทุนอาจต้องวางหลักประกันเพิ่มตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจาก TFEX และผู้ให้บริการก่อนเปิดสถานะ
อัตราเลเวอเรจไม่ได้มีระดับตายตัวตามชื่อของตลาด โดยเฉพาะ Forex และ CFD ซึ่งมีข้อจำกัดแตกต่างกันตามประเทศและประเภทลูกค้า ตัวอย่างเช่น FCA ของสหราชอาณาจักรกำหนดเพดานเลเวอเรจสำหรับ CFD ของลูกค้ารายย่อยไว้ระหว่าง 2–30 เท่า ตามสินทรัพย์อ้างอิง จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขของนิติบุคคลที่ให้บริการโดยตรง
สำหรับกองทุนรวม ต้องแยกระหว่าง การซื้อหน่วยลงทุนของผู้ลงทุน กับ กลยุทธ์ภายในกองทุน เช่น Leveraged ETF เป็นกองทุนที่มุ่งสร้างผลตอบแทนทวีคูณจากผลตอบแทนรายวันของดัชนีอ้างอิง จึงมีลักษณะและความเสี่ยงต่างจากกองทุนทั่วไป ผู้ลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวนและข้อมูลความเสี่ยงของกองทุนนั้น
ด้านการกำกับดูแล ผู้ลงทุนในหุ้นหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในไทยควรตรวจสอบใบอนุญาตของบริษัทผู้ให้บริการกับ ก.ล.ต. ส่วนบริการ Forex และ CFD ผ่านผู้ให้บริการต่างประเทศ ควรตรวจสอบชื่อนิติบุคคลที่ทำสัญญาด้วย ประเทศที่จดทะเบียน และขอบเขตใบอนุญาตของนิติบุคคลนั้น
เลเวอเรจในหุ้นคืออะไร? การใช้บัญชีมาร์จิ้น
เลเวอเรจในหุ้น คือ การใช้เงินกู้ร่วมกับเงินทุนของตนเองเพื่อเพิ่มมูลค่าการซื้อหุ้น ในตลาดหุ้นไทย การซื้อขายหุ้นด้วยเลเวอเรจ ทำได้ผ่านบัญชีมาร์จิ้น หรือบัญชี Credit Balance ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ให้สินเชื่อแก่ผู้ลงทุนตามวงเงินและเงื่อนไขที่กำหนด
ผู้ลงทุนต้องวางเงินสดหรือหลักทรัพย์เป็นหลักประกันก่อนใช้วงเงินซื้อหุ้น โดยเงินส่วนที่กู้จากบริษัทหลักทรัพย์มีต้นทุนดอกเบี้ย และซื้อได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่บริษัทอนุญาตให้ซื้อผ่านบัญชีมาร์จิ้น
ก่อนใช้บัญชีประเภทนี้ ควรพิจารณาสี่เรื่องต่อไปนี้
บัญชีมาร์จิ้นหุ้นไทยกับการเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจมีโครงสร้างต้นทุนและข้อกำหนดต่างกัน ก่อนซื้อหุ้นผ่านบัญชีมาร์จิ้น ควรตรวจสอบวงเงิน ดอกเบี้ย หลักประกัน และเกณฑ์บังคับขายจากบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตโดยตรง
เลเวอเรจใน TFEX และอนุพันธ์ไทย หรือ อัตราทด
ในตลาดอนุพันธ์ไทย เลเวอเรจมักเรียกว่า “อัตราทด” สำหรับการซื้อขายฟิวเจอร์สใน TFEX อัตราทดเกิดจากมูลค่าสัญญาที่สูงกว่าเงินหลักประกันที่ต้องวาง ผู้ลงทุนจึงรับผลกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสัญญา โดยไม่ต้องชำระมูลค่าสัญญาเต็มจำนวนเหมือนการซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินสด
อัตราทดเมื่อเทียบกับหลักประกัน = มูลค่าสัญญา ÷ เงินหลักประกันที่ต้องวาง
ระบบหลักประกันแบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่
- หลักประกันขั้นต้น (Initial Margin: IM) เงินหลักประกันขั้นต่ำที่ต้องมีก่อนเปิดสถานะตามข้อกำหนดของสัญญานั้น
- หลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin: MM) ระดับหลักประกันขั้นต่ำที่ต้องรักษาระหว่างถือสถานะ หากต่ำกว่าเกณฑ์ ผู้ลงทุนจะถูกเรียกให้วางหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call
- หลักประกันปิดสถานะ (Force Close Margin: FM) ระดับที่อาจนำไปสู่การบังคับปิดสถานะ หากผู้ลงทุนไม่เพิ่มหลักประกันตามเงื่อนไขที่กำหนด
บทความความรู้ของ TFEX อธิบายเกณฑ์ MM ที่ประมาณ 70% ของ IM และ FM ที่ประมาณ 30% ของ IM โดยการซื้อขายจริงต้องตรวจสอบจำนวนเงินหลักประกันและเงื่อนไขล่าสุดของสัญญาและโบรกเกอร์ที่ใช้บริการ
อัตราทดของสัญญาจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าสัญญาและหลักประกันที่กำหนด ผู้ลงทุนสามารถปรับจำนวนสัญญาและเงินทุนในบัญชีเพื่อเปลี่ยนระดับเลเวอเรจที่ใช้จริงได้ ทั้งนี้ หลักประกันอาจเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาด ควรตรวจสอบจากประกาศหลักประกันล่าสุดของ TFEXและโบรกเกอร์ก่อนเปิดสถานะ
เลเวอเรจใน Forex และ CFD
เลเวอเรจ Forex คือ การใช้อัตราทดเพื่อเปิดสถานะซื้อขายคู่สกุลเงินที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกัน ส่วน เลเวอเรจ CFD ใช้หลักประกันเพื่อเปิดสถานะในสัญญาซื้อขายส่วนต่างราคาของสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือดัชนี
การใช้เลเวอเรจในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการกู้เงินสดมาซื้อสินทรัพย์แบบบัญชีมาร์จิ้นหุ้นทุกกรณี รูปแบบสัญญาขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และผู้ให้บริการ โดย CFD เป็นการรับผลกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคา และผู้เทรดไม่ได้ถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
การเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ จึงต้องพิจารณาขนาดสถานะเทียบกับ Equity ในบัญชี หากเปิดสถานะมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับเงินทุน การเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กำไรหรือขาดทุนคิดเป็นสัดส่วนมากของเงินในบัญชีได้
อัตราที่ใช้ได้จริงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ ประเภทบัญชี ระดับ Equity และข้อกำหนดของนิติบุคคลผู้ให้บริการ บัญชีที่อนุญาต เลเวอเรจสูง (High Leverage) จึงไม่ได้หมายความว่าผู้เทรดต้องเปิดสถานะจนเต็มวงเงินที่หลักประกันรองรับ
การกำกับดูแลและสิทธิในการใช้บริการ
- ประเทศที่เปิดให้บริการ ผลิตภัณฑ์และประเภทบัญชีอาจมีข้อจำกัดตามประเทศที่พำนัก
- นิติบุคคลคู่สัญญา ตรวจสอบชื่อบริษัทที่ระบุในเอกสารเปิดบัญชี รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลและขอบเขตใบอนุญาตของบริษัทนั้น
- เงื่อนไขคุ้มครองผู้ลงทุน ตรวจสอบเกณฑ์ Margin Call และ Stop Out ความรับผิดกรณีขาดทุนเกินเงินฝาก และช่องทางร้องเรียนหรือระงับข้อพิพาท
ข้อมูลของ TMGM ตรวจสอบได้จากหน้าการกำกับดูแลและเอกสารของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ต้องการทบทวนพื้นฐาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่Forex คืออะไรและตลาดนี้ทำงานอย่างไร

เลเวอเรจทองคำกับคู่เงินหลักต่างกันอย่างไร?
การเทรดทองคำผ่าน CFD ทองคำ (XAUUSD) ใช้เงินหลักประกันเพื่อเปิดสถานะ เช่นเดียวกับการเทรด Forex ที่ใช้ Margin แต่ค่าเลเวอเรจ ขนาดสัญญา ต้นทุน และการเคลื่อนไหวของราคาอาจแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบข้อกำหนดของทองคำแยกจากคู่เงิน
เปรียบเทียบ CFD ทองคำกับการซื้อทองคำจริงด้วยเงินตนเอง
| ประเด็น | ซื้อทองคำจริง | CFD ทองคำ (XAUUSD) |
|---|---|---|
| เงินที่ต้องใช้ | จ่ายเต็มมูลค่า | วางหลักประกันส่วนหนึ่งของมูลค่าสถานะ |
| ความเป็นเจ้าของ | ได้ถือครองทองคำ | ไม่ได้ถือครองทองคำ ชำระเป็นเงินตามส่วนต่างราคา |
| ผลจากเลเวอเรจ | ไม่มี ขาดทุนตามราคาทองที่ลดลงจริง | กำไรและขาดทุนถูกขยายตามขนาดสถานะ |
| การถูกปิดสถานะ | ไม่มี Margin Call | อาจถูกปิดสถานะตามเกณฑ์ Stop Out |
| ต้นทุนการถือ | ค่ากำเหน็จ/ค่าเก็บรักษา แล้วแต่รูปแบบ | สเปรด และค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน (Swap) |
เลเวอเรจทองคำอาจต่างจากคู่เงินหลัก แม้อยู่ในบัญชีเดียวกัน ผู้ให้บริการอาจกำหนดอัตราแยกตามสินทรัพย์ ระดับ Equity หรือช่วงเวลาซื้อขาย เช่น ปรับอัตราสำหรับทองคำก่อนตลาดปิดตามเงื่อนไขที่ประกาศ ควรตรวจสอบเงื่อนไขการซื้อขายและรายละเอียดเลเวอเรจของบัญชีที่เกี่ยวข้อง
ความผันผวนของทองคำและคู่เงินเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา การเปรียบเทียบควรดู สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงเวลาเดียวกัน รวมถึงสภาพคล่องและเหตุการณ์ที่อาจกระทบสินทรัพย์นั้น เพื่อประกอบการกำหนดระยะ Stop Loss และขนาดสถานะ
ตัวอย่างคำนวณขนาดสถานะจากระยะ Stop Loss
การพิจารณาว่าเลเวอเรจเท่าไหร่ดีควรเริ่มจากผลขาดทุนที่วางแผนยอมรับและระยะ Stop Loss แล้วจึงคำนวณขนาดสถานะ โดยใช้สูตรเบื้องต้นดังนี้
มูลค่าสถานะโดยประมาณ = ผลขาดทุนที่วางแผนไว้ ÷ ระยะ Stop Loss ในรูปสัดส่วน
สมมติว่าวางแผนยอมรับผลขาดทุนก่อนรวมต้นทุน 1,000 บาทต่อสถานะ
- ทองคำ: ตั้ง Stop Loss ห่างจากราคาเข้า 1% → มูลค่าสถานะโดยประมาณ = 1,000 ÷ 0.01 = 100,000 บาท
- คู่เงิน: ตั้ง Stop Loss ห่างจากราคาเข้า 0.4% → มูลค่าสถานะโดยประมาณ = 1,000 ÷ 0.004 = 250,000 บาท
เมื่อระยะ Stop Loss กว้างขึ้น ขนาดสถานะต้องเล็กลงเพื่อให้ผลขาดทุนที่คำนวณไว้เท่าเดิม จากนั้นจึงตรวจสอบว่าเงินในบัญชีเพียงพอสำหรับหลักประกันและการถือสถานะหรือไม่
ตัวเลขเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ระยะ Stop Loss ที่แนะนำ โดยสมมติให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้แปลงเป็นเงินบาทคงที่และปิดสถานะได้ตรงราคาที่ตั้งไว้ ผลขาดทุนจริงอาจต่างจากที่คำนวณเนื่องจากต้นทุนและ Slippage เพราะคำสั่ง Stop Loss อาจได้รับการดำเนินการที่ราคาต่างจากระดับที่กำหนด
เลเวอเรจกับมาร์จิ้นต่างกันอย่างไร?
Leverage คืออัตราทด ส่วน Margin คือเงินหลักประกัน ทั้งสองคำสัมพันธ์กัน แต่ใช้บอกข้อมูลคนละอย่างในการเทรด Forex และ CFD
- ค่าเลเวอเรจ บอกว่าหลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะได้กี่ส่วน เช่น อัตรา 1:100 หมายถึงหลักประกัน 1 ส่วนรองรับสถานะได้ 100 ส่วน
- มาร์จิ้น (Margin) คือจำนวนเงินที่ถูกกันไว้ในบัญชีเพื่อรองรับสถานะ เช่น 1,000 บาท เงินจำนวนนี้เป็นหลักประกัน ไม่ใช่วงเงินขาดทุนสูงสุด ผลขาดทุนอาจน้อยหรือมากกว่า Margin ที่ใช้ได้
สำหรับสินทรัพย์ที่คำนวณหลักประกันตามอัตราเลเวอเรจ ใช้สูตรเบื้องต้นดังนี้
Margin ที่ต้องใช้ = มูลค่าสถานะ ÷ ตัวคูณ Leverage
ตัวอย่างสถานะมูลค่า 100,000 บาท
- เลเวอเรจ 1:100 คือ อัตราทดที่ใช้หลักประกัน 1% ของมูลค่าสถานะ จึงต้องใช้ Margin 100,000 ÷ 100 = 1,000 บาท
- Leverage 1:500 คือ อัตราทดที่ใช้หลักประกัน 0.2% ของมูลค่าสถานะ จึงต้องใช้ Margin 100,000 ÷ 500 = 200 บาท
เมื่อเพิ่มอัตราเลเวอเรจ หลักประกันที่ต้องใช้ลดลง ขณะที่มูลค่าสถานะในตัวอย่างยังเท่าเดิม
เปลี่ยนค่าเลเวอเรจแล้ว ความเสี่ยงเปลี่ยนไหม?
หากขนาดสถานะและการเปลี่ยนแปลงของราคาเท่ากัน กำไรหรือขาดทุนจากราคาจะเท่ากันด้วย เช่น สถานะมูลค่า 100,000 บาทขาดทุนก่อนรวมต้นทุน 1,000 บาท เมื่อราคาสวนทาง 1% ไม่ว่าจะใช้หลักประกัน 1,000 บาทหรือ 200 บาท
อย่างไรก็ตาม หลักประกันที่ต่างกันส่งผลต่อ Margin Level และจุดที่บัญชีถึงเกณฑ์ Stop Out โดย Margin Level คำนวณจาก Equity หรือมูลค่าสุทธิของบัญชี เทียบกับหลักประกันรวมที่ใช้ (Used Margin)
Margin Level = (Equity ÷ Used Margin) × 100%
ตัวอย่างต่อไปนี้สมมติว่าทั้งสองบัญชีมี Equity เริ่มต้น 1,500 บาท เปิดเพียงสถานะเดียวในสินทรัพย์เดียวกัน มูลค่าสถานะเริ่มต้น 100,000 บาท และกำหนดให้ระบบเริ่ม Stop Out เมื่อ Margin Level ถึง 50%
| รายการ | อัตรา 1:100 | อัตรา 1:500 |
|---|---|---|
| มูลค่าสถานะ | 100,000 บาท | 100,000 บาท |
| ราคาขยับสวนทาง 1% ขาดทุน | 1,000 บาท | 1,000 บาท |
| Margin ที่ใช้ | 1,000 บาท | 200 บาท |
| Margin Level เริ่มต้น (Equity ÷ Margin) | 150% | 750% |
| Equity เมื่อถึง Stop Out สมมติ 50% | 500 บาท | 100 บาท |
| ขาดทุนก่อนถึง Stop Out | 1,000 บาท | 1,400 บาท |
| ราคาขยับสวนทางเท่าใดจึงถึง Stop Out | 1.0% | 1.4% |
หมายเหตุ: ตัวอย่างกำหนดให้ Margin และอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้แปลงเป็นเงินบาทคงที่ ยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชัน Swap และ Slippage เกณฑ์ Stop Out 50% เป็นตัวเลขสมมติ ไม่ใช่การระบุเงื่อนไขจริงของบัญชี TMGM หรือผู้ให้บริการรายใด
บัญชีอัตรา 1:100 ในตัวอย่างถึงเกณฑ์ Stop Out เมื่อ Equity เหลือ 500 บาท ส่วนบัญชีอัตรา 1:500 ถึงเกณฑ์เมื่อ Equity เหลือ 100 บาท แม้ผลขาดทุนต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาจะเท่ากัน บัญชีที่ใช้หลักประกันน้อยกว่าจึงอาจขาดทุนสะสมได้มากกว่าก่อนถึงเกณฑ์บังคับปิดสถานะ
การเลือกเลเวอเรจจึงควรพิจารณาทั้งขนาดสถานะ เงินทุน และแผนจำกัดความเสี่ยง โดยใช้ Stop Out เป็นข้อมูลประกอบการติดตามบัญชี
Margin Call และ Stop Out คืออะไร?
Margin Call คือภาวะที่บัญชีถึงเกณฑ์เรียกหลักประกันเพิ่ม ส่วน Stop Out คือเกณฑ์ที่ระบบเริ่มบังคับปิดสถานะ ทั้งสองเกี่ยวข้องกับความเพียงพอของหลักประกัน แต่มีผลต่อบัญชีต่างกัน
เมื่อผลขาดทุนเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปอาจเกิดเหตุการณ์ตามลำดับดังนี้
สามเรื่องที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับ Margin Call และ Stop Out
- ระดับที่ใช้แตกต่างกันตามเงื่อนไขบัญชี ต้องตรวจสอบว่าเกณฑ์คำนวณจาก Margin Level หรือมูลค่าเงินในบัญชี และใช้ระดับเท่าใด
- รูปแบบการแจ้งเตือนขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ Margin Call อาจแสดงผ่านแพลตฟอร์มหรือช่องทางอื่น ในช่วงที่ราคากระโดด บัญชีอาจข้ามจากระดับเหนือ Margin Call ไปถึง Stop Out ก่อนที่ผู้เทรดจะตอบสนองได้
- ราคาปิดจริงอาจต่างจากที่คำนวณไว้ สภาพคล่องต่ำหรือช่องว่างราคาอาจทำให้สถานะถูกปิดที่ราคาต่างจากระดับที่คาด ส่งผลให้ขาดทุนจริงมากกว่าตัวอย่างทางคณิตศาสตร์
ตรวจสอบระดับ Margin Call และ Stop Out จากเอกสารเงื่อนไขบัญชีหรือผู้ให้บริการโดยตรง
เลเวอเรจควรใช้เท่าไหร่ดี?
ไม่มีอัตราเลเวอเรจเดียวที่เหมาะกับทุกคน การตัดสินใจว่า เลเวอเรจเท่าไหร่ดี ต้องพิจารณาขนาดสถานะ เงินทุน และผลขาดทุนที่วางแผนยอมรับต่อครั้งร่วมกัน
อัตราเลเวอเรจของบัญชีใช้กำหนดหลักประกันที่ต้องวางภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการ ส่วน เลเวอเรจที่ใช้จริง ขึ้นอยู่กับมูลค่าสถานะรวมเมื่อเทียบกับ Equity บัญชีที่อนุญาตอัตราสูงจึงไม่ได้หมายความว่าผู้เทรดต้องเปิดสถานะใหญ่ทุกครั้ง
จุดเริ่มต้นที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้คือ “หากราคาผิดทาง ยอมขาดทุนเท่าไหร่ และควรเปิดสถานะขนาดไหน?” โดยพิจารณาระยะ Stop Loss จากแผนการเทรด แล้วคำนวณขนาดสถานะให้สอดคล้องกับเงินที่วางแผนเสี่ยง
เปรียบเทียบเลเวอเรจ 1:100 กับ 1:500
สมมติว่าบัญชี A และบัญชี B มี Equity เริ่มต้น 50,000 บาทเท่ากัน เปิดสถานะในสินทรัพย์เดียวกัน มูลค่า 100,000 บาท และตั้ง Stop Loss ห่างจากราคาเข้า 0.5%
| รายการ | บัญชี A | บัญชี B |
|---|---|---|
| อัตรา Leverage | 1:100 | 1:500 |
| Equity เริ่มต้น | 50,000 บาท | 50,000 บาท |
| มูลค่าสถานะที่เปิด | 100,000 บาท | 100,000 บาท |
| ระยะ Stop Loss | 0.5% | 0.5% |
| ขาดทุนตามราคาที่ตั้ง Stop Loss | 500 บาท | 500 บาท |
| Margin ที่ใช้ | 1,000 บาท | 200 บาท |
| Free Margin เริ่มต้น | 49,000 บาท | 49,800 บาท |
ทั้งสองบัญชีมีผลขาดทุนที่คำนวณไว้ 500 บาท เท่ากัน เพราะมูลค่าสถานะและระยะ Stop Loss เท่ากัน สิ่งที่ต่างคือ Margin ที่ใช้และ Free Margin ที่เหลือ
หมายเหตุ: ตัวอย่างทั้งหมดในส่วนนี้เป็นการคำนวณก่อนรวมต้นทุน โดยสมมติให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้แปลงเป็นเงินบาทคงที่ และปิดสถานะได้ตรงราคา Stop Loss ผลขาดทุนจริงอาจต่างจากที่คำนวณเนื่องจากสเปรด ค่าธรรมเนียม และ Slippage
การใช้ เลเวอเรจสูง (High Leverage) จึงต้องพิจารณาสองเรื่องเพิ่มเติม
เลเวอเรจสูงดีไหม? ประโยชน์เชิงกลไกคือใช้หลักประกันน้อยลงสำหรับสถานะขนาดเท่าเดิม แต่กำไรและขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคายังเท่าเดิม การประเมินความเสี่ยงจึงต้องดูทั้งขนาดสถานะ Equity และเงื่อนไขหลักประกันของบัญชี
เลเวอเรจ Forex ควรใช้เท่าไหร่? วิธีคำนวณจากแผนการเทรด
การเลือกเลเวอเรจ Forex หรือเลเวอเรจ CFD ควรเริ่มจากแผนความเสี่ยง แล้วจึงตรวจสอบว่าอัตราของบัญชีรองรับสถานะที่ต้องการได้หรือไม่ โดยใช้ลำดับดังนี้
ตัวอย่าง: บัญชีมี Equity 50,000 บาท วางแผนยอมรับผลขาดทุนก่อนรวมต้นทุน 500 บาท และกำหนด Stop Loss ห่างจากราคาเข้า 0.5%
- มูลค่าสถานะ: 500 ÷ 0.005 = 100,000 บาท
- Margin ที่ใช้: 1,000 บาท ที่อัตรา 1:100 หรือ 200 บาท ที่อัตรา 1:500
- เลเวอเรจที่ใช้จริง: 100,000 ÷ 50,000 = ประมาณ 2 เท่า
ทั้งบัญชีอัตรา 1:100 และ 1:500 จึงมีเลเวอเรจที่ใช้จริงประมาณ 2 เท่าในตัวอย่างนี้ แม้ใช้เงินหลักประกันต่างกัน ตัวเลขข้างต้นใช้เพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่สัดส่วนความเสี่ยงที่แนะนำสำหรับทุกคน ความเสี่ยงต่อสถานะต้องพิจารณาจากเงินทุน สินทรัพย์ ความถี่ในการเทรด และความสามารถรับผลขาดทุนของแต่ละคน
เลเวอเรจสำหรับมือใหม่ควรเริ่มอย่างไร?
เลเวอเรจสำหรับมือใหม่ควรเลือกควบคู่กับขนาดสถานะและเงินทุน ผู้เริ่มต้นควรเข้าใจวิธีคำนวณผลขาดทุนและหลักประกันก่อนเลือกอัตราของบัญชี โดยฝึกตามขั้นตอนต่อไปนี้
เมื่อกำหนดขนาดสถานะแล้ว เลเวอเรจที่ใช้จริงจะเป็นผลลัพธ์ของการคำนวณ ส่วนอัตราของบัญชีเป็นเงื่อนไขที่ใช้ตรวจสอบหลักประกันที่ต้องวาง
เลเวอเรจไม่จำกัด (Unlimited Leverage) คืออะไร?
เลเวอเรจไม่จำกัด (Unlimited Leverage) เป็นชื่อเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการบางรายใช้เรียกการตั้งค่าอัตราทด โดยใช้คำว่า “ไม่จำกัด” แทนการแสดงอัตราเป็นตัวเลขคงที่ เช่น 1:500 หรือ 1:2000 รายละเอียดการคำนวณหลักประกันและสิทธิการใช้งานขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ให้บริการนั้น
เงื่อนไขนี้ยังอาจจำกัดตามระดับ Equity ประเภทบัญชี ประวัติการเทรด และสินทรัพย์ที่ซื้อขาย จึงต้องอ่านข้อกำหนดฉบับเต็มก่อนตีความว่าคำว่า “ไม่จำกัด” ครอบคลุมอะไรบ้าง
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ระดับ Equity ใช้เงื่อนไขนี้ได้เมื่อ Equity อยู่ในช่วงใด และอัตราจะเปลี่ยนอย่างไรเมื่อ Equity เพิ่มขึ้น
- สิทธิการใช้งาน มีข้อกำหนดด้านประเภทบัญชี นิติบุคคล หรือประวัติการเทรดหรือไม่
- สินทรัพย์และขนาดสถานะ ใช้ได้กับสินทรัพย์ใด และมีข้อจำกัดจำนวนล็อตหรือสถานะอย่างไร
- ช่วงเวลาซื้อขาย มีการเพิ่มหลักประกันหรือลดอัตราทดในช่วงข่าวสำคัญหรือก่อนตลาดปิดหรือไม่
- การบังคับปิดสถานะและความคุ้มครอง คำนวณ Margin Call และ Stop Out อย่างไร รวมถึงสิทธิการคุ้มครองที่อาจแตกต่างจากการตั้งค่าเลเวอเรจทั่วไป
การใช้เลเวอเรจไม่จำกัดไม่ได้ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นเองเมื่อขนาดสถานะเท่าเดิม และผลขาดทุนยังขึ้นอยู่กับมูลค่าสถานะกับการเคลื่อนไหวของราคา ผู้ที่พิจารณาเงื่อนไขนี้จึงควรประเมินขนาดสถานะเทียบกับ Equity พร้อมตรวจสอบนิติบุคคลคู่สัญญาและข้อกำหนดที่ใช้กับบัญชีของตน

ความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจ
เลเวอเรจ (Leverage) ช่วยลดเงินหลักประกันที่ต้องใช้ต่อสถานะขนาดเท่าเดิม แต่ก็เปิดทางให้ผู้เทรดถือสถานะที่ใหญ่เมื่อเทียบกับเงินในบัญชี ความเสี่ยงจึงต้องพิจารณาจาก ขนาดสถานะเมื่อเทียบกับ Equity หรือมูลค่าสุทธิของบัญชี ควบคู่กับเงื่อนไขหลักประกัน
ก่อนเริ่ม การเทรด Forex ด้วยเลเวอเรจ การเทรด CFD หรือการลงทุนผ่านบัญชีมาร์จิ้นหุ้น ควรเข้าใจความเสี่ยงสำคัญต่อไปนี้
1. กำไรและขาดทุนถูกขยายตามขนาดสถานะ
เมื่อเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินในบัญชีหลายเท่า ราคาที่เปลี่ยนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กำไรหรือขาดทุนคิดเป็นสัดส่วนสูงของ Equity การใช้ เลเวอเรจสูง (High Leverage) เพื่อเพิ่มขนาดสถานะจึงขยายผลกระทบจากราคาทั้งด้านกำไรและด้านขาดทุน สิ่งสำคัญคือ การเพิ่มอัตราเลเวอเรจไม่ได้เพิ่มกำไรหรือขาดทุนจากราคาโดยตรง หากขนาดสถานะยังเท่าเดิม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อผู้เทรดใช้หลักประกันที่ลดลงเป็นโอกาสเปิดสถานะใหญ่ขึ้นหรือเพิ่มจำนวนสถานะ
2. สถานะอาจถูกปิดอัตโนมัติเมื่อหลักประกันไม่เพียงพอ
เมื่อ Margin Level ลดลงถึงเกณฑ์ Stop Out ระบบอาจปิดสถานะโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ ผลขาดทุนของสถานะที่ถูกปิดจึงเกิดขึ้นจริง แม้ราคาจะกลับมาในทิศทางที่คาดไว้ภายหลัง ระดับ Stop Out และลำดับการปิดสถานะแตกต่างกันตามประเภทบัญชีและนิติบุคคลผู้ให้บริการ
ในบางกรณี ผลขาดทุนอาจเกินเงินที่ฝากไว้ โดยเฉพาะเมื่อราคาเคลื่อนไหวรุนแรงและบัญชีไม่มี การคุ้มครองยอดคงเหลือติดลบ (Negative Balance Protection) ผู้เทรดจึงควรตรวจสอบขอบเขตการคุ้มครองจากข้อตกลงบัญชี รวมถึงกฎที่ใช้กับนิติบุคคลและประเภทลูกค้าของตน
3. ต้นทุนการถือสถานะอาจเพิ่มตามขนาดและระยะเวลา
การถือสถานะ Forex หรือ CFD ข้ามคืนอาจมี Swap ซึ่งเป็นได้ทั้งรายการหักเงินและรายการเพิ่มเงินในบัญชี ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ ทิศทางซื้อหรือขาย อัตราที่ใช้ และเงื่อนไขบัญชี จำนวนเงิน Swap มักคำนวณจากขนาดสถานะ เช่น จำนวนล็อตหรือมูลค่าสัญญา จึงไม่ได้ลดลงตาม Margin ที่ใช้เพียงอย่างเดียว
ส่วน การซื้อขายหุ้นด้วยเลเวอเรจ ผ่านบัญชีมาร์จิ้นมีดอกเบี้ยจากเงินที่กู้ยืม ผู้ลงทุนต้องนำต้นทุนนี้มารวมในการประเมินผลตอบแทนด้วย
หากสถานะมี Swap ติดลบหรือมีดอกเบี้ยเงินกู้ การเพิ่มขนาดสถานะหรือถือไว้นานขึ้นอาจทำให้ต้นทุนสะสมสูงขึ้น แม้ราคาสินทรัพย์จะยังไม่เปลี่ยนมากก็ตาม
4. กำไรและขาดทุนที่เปลี่ยนเร็วอาจกระทบการตัดสินใจ
เมื่อกำไรหรือขาดทุนเปลี่ยนเป็นสัดส่วนสูงของเงินในบัญชีภายในเวลาสั้น ๆ ผู้เทรดอาจรู้สึกกดดันและตัดสินใจเบี่ยงจากแผน เช่น เลื่อน Stop Loss ให้ห่างออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดสถานะ หรือเพิ่มขนาดสถานะเพื่อชดเชยผลขาดทุนก่อนหน้า
การเลื่อน Stop Loss ให้ไกลขึ้นเพิ่มผลขาดทุนที่ยอมรับตามแผน ส่วนการเพิ่มสถานะในทิศทางเดียวกันเพิ่มมูลค่าที่เสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวของราคา ผู้ที่เริ่ม เทรดด้วยเลเวอเรจ จึงควรกำหนดขนาดสถานะและเงื่อนไขออกจากสถานะไว้ก่อนส่งคำสั่ง เพื่อช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์
5. ความผันผวนอาจทำให้ถึง Stop Out เร็วกว่าที่คาด
ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ตลาดเปิดหลังวันหยุด หรือสภาพคล่องลดลง ราคาอาจเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่เปิดไว้ Equity และ Margin Level อาจลดลงจนถึงเกณฑ์ Stop Out ก่อนที่ผู้เทรดจะปรับสถานะได้ทัน
นอกจากนี้ Stop Loss ทั่วไปไม่รับประกันราคาที่จะปิดสถานะได้ หากเกิดช่องว่างราคา หรือ Slippage ราคาที่ดำเนินการจริงอาจแย่กว่าระดับที่ตั้งไว้ ทำให้ขาดทุนมากกว่าจำนวนที่คำนวณไว้ในแผน
6. การใช้เงินจำเป็นอาจกระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เงินสำรองฉุกเฉิน เงินผ่อนบ้าน และค่าเล่าเรียนมีหน้าที่รองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ขณะที่ผลลัพธ์จากการใช้เลเวอเรจไม่แน่นอน และอาจขาดทุนอย่างรวดเร็ว
หากนำเงินเหล่านี้มาใช้เทรด ผลขาดทุนอาจกระทบความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายโดยตรง และเพิ่มแรงกดดันให้ต้องรีบทำกำไรคืน ก่อนใช้เลเวอเรจจึงควรแยกเงินสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นและเงินสำรองออกจากเงินลงทุน พร้อมประเมินว่ารับผลขาดทุนได้เพียงใดโดยไม่กระทบการดำรงชีวิต
















