เปิดออเดอร์แรกบน MT4 หรือ MT5 แล้วตัวเลขในบัญชีขยับทันที ช่อง Margin ขึ้นมาเป็นเลขจำนวนหนึ่ง ส่วน Free Margin ลดลงไปเท่ากัน คำถามที่ตามมาเกือบทุกครั้งคือ เงินก้อนนั้นหายไปไหน?
เงินไม่ได้หายไปไหน ระบบแค่กันไว้เป็นหลักประกันของสถานะที่เพิ่งเปิด พูดให้สั้นที่สุด มาร์จิ้น Forex คือเงินมัดจำที่ถูกล็อกไว้ตลอดเวลาที่ถือออเดอร์ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมและไม่ใช่เงินที่จ่ายทิ้ง ส่วนในภาษาของหน้าจอเทรด Margin Forex คือตัวเลขในช่อง Margin บน MT4 และ MT5 ที่เพิ่งขยับขึ้นมานั่นเอง จำนวนที่ถูกกันขึ้นอยู่กับขนาดสถานะและอัตราเลเวอเรจ ยิ่งกันไว้มาก เงินที่เหลือรองรับการขาดทุนก็ยิ่งน้อยลง บทความนี้จึงไล่ตั้งแต่กลไกการเทรดแบบมาร์จิ้น สูตรคำนวณ วิธีอ่านค่าบนหน้าจอ ไปจนถึงจุดที่โดน Margin Call และ Stop Out
คำนี้อาจพบการสะกดว่า มาจิ้น หรือมาจิน แต่รูปทับศัพท์ที่บทความนี้ใช้คือ มาร์จิ้น
Margin (มาร์จิ้น) คืออะไร?
มาร์จิ้นคือ จำนวนเงินที่เทรดเดอร์ต้องกันไว้ในบัญชีเพื่อเปิดและรักษาตำแหน่งที่มีเลเวอเรจ มาร์จิ้นไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินประกันที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคา โดยทั่วไปมาร์จิ้นจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ของขนาดการเทรดทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น หากใช้เลเวอเรจ 1:100 การเปิดตำแหน่งมูลค่า $100,000 ต้องใช้เงินมาร์จิ้นเพียง $1,000 ทำให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมการเทรดที่มีขนาดใหญ่กว่ายอดเงินในบัญชีจริง แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหากตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง
เมื่อปิดสถานะ เงินก้อนที่ถูกกันไว้จะถูกปลดล็อกกลับมาใช้ได้ ส่วนยอดเงินในบัญชีหลังปิดจะมากขึ้นหรือน้อยลงตามกำไร ขาดทุน สเปรด และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง หลักประกันก้อนนี้เองที่ทำให้เปิดสถานะซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเงินที่วางไว้ได้
การเทรดแบบมาร์จิ้น (Margin Trading) ทำงานอย่างไร
Margin Trading คือการเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่วางไว้ โดยวางเงินเพียงส่วนหนึ่งเป็นหลักประกัน ในตลาด Forex การเทรดมาร์จิ้นไม่ใช่โหมดพิเศษที่ต้องเปิดใช้ ทุกออเดอร์ที่ส่งบน MT4 และ MT5 ถูกกันมาร์จิ้นไว้เสมอ สิ่งที่ผู้เทรดควรเข้าใจจึงไม่ใช่แค่คำนิยาม แต่เป็นว่าตัวเลขแต่ละช่องขยับอย่างไรตั้งแต่กดเปิดจนกดปิด
ลองนึกถึงเงินประกันตอนเช่าคอนโด ผู้เช่าไม่ได้จ่ายค่าห้องทั้งห้อง แค่วางเงินประกันไว้ก้อนหนึ่ง เงินก้อนนั้นยังเป็นของผู้เช่าแต่เอาไปใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะคืนห้อง การเทรดแบบมาร์จิ้นต่างกันตรงที่ความเสียหายระหว่างทางไม่ได้รอคิดตอนคืนห้อง ทุกครั้งที่ราคาขยับ กำไรหรือขาดทุนถูกสะท้อนเข้า Equity ทันที

ตัวอย่างด้านล่างเดินตามออเดอร์เดียวตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตัวเลขชุดเดียวกัน
สมมติ: Balance 2,000 USD · เปิด Buy EURUSD 1 ล็อต (100,000 หน่วย) ที่ราคา 1.1000 · เลเวอเรจ 1:100 · บัญชีใช้ USD · ยังไม่รวม Spread, Commission และ Swap เพื่อให้เห็นกลไกชัดที่สุด
ขั้นที่ 1: ก่อนส่งคำสั่ง ระบบเช็กว่า Free Margin พอหรือไม่
ก่อนออเดอร์จะเปิด ระบบคำนวณมาร์จิ้นที่ออเดอร์นี้ต้องใช้ก่อน คือ 100,000 × 1.1000 ÷ 100 = 1,100 USD แล้วเทียบกับ Free Margin ที่มีอยู่ (ตอนนี้คือ 2,000 USD เพราะยังไม่มีสถานะเปิด) ถ้า Free Margin น้อยกว่ามาร์จิ้นที่ต้องใช้ ระบบจะไม่เปิดออเดอร์และขึ้นข้อความแจ้งว่าเงินไม่พอ
จุดนี้คือเหตุผลที่เทรดเดอร์บางคนกดเปิดออเดอร์แล้วไม่ติด ทั้งที่ Balance ยังเหลือ เพราะระบบดู Free Margin ไม่ได้ดู Balance
ขั้นที่ 2: ออเดอร์เปิดแล้ว เงินถูกกันเป็น Used Margin
ทันทีที่ออเดอร์เปิด ค่าบนหน้าจอจะเป็นแบบนี้
| ค่าบนหน้าจอ | ตัวเลข | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|---|
| Balance | 2,000 USD | ไม่ลด เพราะยังไม่มีรายการใดปิด |
| Equity | 2,000 USD | ราคายังไม่ขยับ จึงเท่ากับ Balance |
| Margin (Used Margin) | 1,100 USD | ถูกกันไว้เป็นหลักประกันของออเดอร์นี้ |
| Free Margin | 900 USD | 2,000 − 1,100 |
| Margin Level | 181.8% | 2,000 ÷ 1,100 × 100 |
Balance ไม่ได้ลดลงแม้แต่บาทเดียว เงิน 1,100 USD แค่ย้ายจากช่อง "ใช้ได้" ไปอยู่ในช่อง "ถูกล็อก" ในบัญชีจริง Equity จะติดลบเล็กน้อยทันทีที่เปิดออเดอร์ เพราะสถานะเริ่มต้นที่ต้นทุนสเปรด
ขั้นที่ 3: ระหว่างถือสถานะ ทุก pip เปลี่ยน Equity และ Margin Level
EURUSD 1 ล็อต ราคาขยับ 1 pip (0.0001) มีค่าเท่ากับ 10 USD ทุกการขยับจึงเปลี่ยน Equity, Free Margin และ Margin Level ตามไปด้วย
| สถานการณ์ | Equity | Used Margin | Free Margin | Margin Level |
|---|---|---|---|---|
| ราคาขึ้น 50 pips (กำไรลอยตัว +500 USD) | 2,500 USD | 1,100 USD | 1,400 USD | 227.3% |
| ราคาเท่าเดิม | 2,000 USD | 1,100 USD | 900 USD | 181.8% |
| ราคาลง 50 pips (ขาดทุนลอยตัว −500 USD) | 1,500 USD | 1,100 USD | 400 USD | 136.4% |
ตารางนี้บอกสองเรื่อง ข้อแรก Used Margin แทบไม่ขยับ สิ่งที่ขยับคือ Equity ซึ่งลาก Free Margin และ Margin Level ไปด้วย ข้อสอง ขาดทุนลอยตัวกินพื้นที่ใน Free Margin ก่อนเสมอ ในตัวอย่างนี้ขาดทุนแค่ 50 pips พื้นที่ว่างก็เหลือไม่ถึงครึ่ง
รายละเอียดเล็กที่ควรรู้คือ มาร์จิ้นของ EURUSD คิดจากเงินยูโร 100,000 หน่วยแล้วแปลงเป็นดอลลาร์ตามราคาปัจจุบัน Used Margin ในหน่วย USD จึงขยับตามราคาเล็กน้อย เช่น ถ้า EURUSD ลงไปที่ 1.0950 มาร์จิ้นจะเหลือราว 1,095 USD ตัวเลขในตารางปัดไว้เพื่อให้อ่านง่าย
ถ้าถือสถานะข้ามคืน ค่า Swap หรือค่าธรรมเนียม Financing จะถูกบวกหรือหักตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์และทิศทางของสถานะ ซึ่งกระทบ Equity แม้ราคาจะไม่ขยับ
ขั้นที่ 4: ถ้าขาดทุนต่อเนื่อง จะไล่ลงไปถึง Margin Call และ Stop Out
ถ้าราคายังลงต่อ Equity จะลดลงจน Margin Level แตะระดับ Margin Call ของบัญชี และถ้าลงต่ออีกจะถึงระดับ Stop Out ซึ่งระบบจะเริ่มปิดสถานะให้เอง ตัวเลขว่าพอร์ต 2,000 USD ในตัวอย่างนี้ทนได้กี่ pips ก่อนถึงแต่ละจุด อยู่ในหัวข้อ Margin Call และ Stop Out
ขั้นที่ 5: ปิดออเดอร์ มาร์จิ้นถูกปลดล็อก กำไรขาดทุนเข้า Balance
เมื่อปิดออเดอร์ Used Margin กลับเป็นศูนย์ เงินที่ถูกล็อกกลับมาเป็นเงินที่ใช้ได้ และกำไรหรือขาดทุนที่เคยลอยอยู่ถูกบันทึกเข้า Balance จริง
| ปิดที่ | Balance หลังปิด | Used Margin | Free Margin |
|---|---|---|---|
| +50 pips | 2,500 USD | 0 | 2,500 USD |
| −50 pips | 1,500 USD | 0 | 1,500 USD |
Margin Level จะว่างเปล่าเมื่อไม่มีสถานะเปิดอยู่ เพราะไม่มี Used Margin ให้หาร
สรุปกลไกทั้งหมดในประโยคเดียว มาร์จิ้นเป็นตัวตัดสินว่าเปิดออเดอร์ได้หรือไม่ และถือต่อได้นานแค่ไหน ส่วนกำไรหรือขาดทุนมาจากขนาดสถานะกับระยะที่ราคาวิ่ง มาร์จิ้นใน Forex เป็นเงินที่ถูกกันไว้เฉย ๆ ไม่ใช่เงินกู้ที่คิดดอกเบี้ย แต่การถือสถานะก็ยังมีต้นทุน ทั้งสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และ Swap
ผู้ที่ยังไม่คุ้นกับโครงสร้างของสัญญาประเภทนี้ อ่านเพิ่มได้ที่ การเทรด CFD คืออะไร
สูตรคำนวณ Margin (มาร์จิ้น) ครบชุด พร้อมตาราง 1 ล็อตใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่
สูตรคำนวณ Margin ทั้งหมดในที่เดียว
สูตรทุกตัวที่ต้องใช้กับมาร์จิ้นอยู่ในตารางนี้ ใช้ตัวเลขจากตัวอย่าง EURUSD 1 ล็อต พอร์ต 2,000 USD ในหัวข้อก่อนหน้า
| ต้องการรู้ | สูตร | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| มาร์จิ้นที่ต้องใช้ (Required Margin) | (ขนาดสัญญา × จำนวนล็อต × ราคา) ÷ ตัวคูณ Leverage | 100,000 × 1 × 1.1000 ÷ 100 = 1,100 USD |
| มาร์จิ้นที่ต้องใช้ (อีกรูปหนึ่ง) | มูลค่าสถานะ × อัตรา Margin | 110,000 × 1% = 1,100 USD |
| Equity | Balance ± กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิด | 2,000 − 500 = 1,500 USD |
| Free Margin | Equity − Used Margin | 1,500 − 1,100 = 400 USD |
| Margin Level | (Equity ÷ Used Margin) × 100 | 1,500 ÷ 1,100 × 100 = 136.4% |
| Equity ที่จุด Margin Call | Used Margin × ระดับ Margin Call ÷ 100 | ดูตัวอย่างในหัวข้อ Margin Call |
| Equity ที่จุด Stop Out | Used Margin × ระดับ Stop Out ÷ 100 | ดูตัวอย่างในหัวข้อ Stop Out |
| ขาดทุนที่รับได้ก่อนถึงจุดนั้น | Equity ปัจจุบัน − Equity ที่จุดนั้น | – |
| ระยะราคาที่รับได้ (pips) | ขาดทุนที่รับได้ ÷ มูลค่า 1 pip | EURUSD 1 ล็อต: 1 pip ≈ 10 USD |
- มูลค่าสถานะ (Notional Value) คือมูลค่ารวมของสินทรัพย์ที่สถานะนั้นควบคุมอยู่ ไม่ใช่เงินที่จ่ายจริง
- ตัวคูณ Leverage ของอัตรา 1:100 คือ 100 และของ 1:1000 คือ 1000
- อัตรา Margin เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกัน เลเวอเรจ 1:100 เท่ากับอัตรามาร์จิ้น 1% และ 1:1000 เท่ากับ 0.1%
- หากสกุลเงินของบัญชีต่างจากสกุลเงินที่ใช้คำนวณ ต้องแปลงสกุลเงินเพิ่มอีกขั้นหนึ่ง
- สูตรที่ใช้จริงอาจต่างออกไปตามข้อกำหนดของสินทรัพย์และผู้ให้บริการ ตัวเลขจากหน้าจอของบัญชีคุณเองคือค่าที่ถูกต้องเสมอ
- คู่เงินที่มี USD อยู่หน้า เช่น USDJPY มาร์จิ้นในหน่วย USD คำนวณได้ตรง ๆ จาก ขนาดสัญญา × จำนวนล็อต ÷ ตัวคูณ Leverage โดยไม่ต้องคูณราคา ส่วนคู่เงินที่ USD อยู่หลัง เช่น EURUSD ต้องคูณราคาเพื่อแปลงจากยูโรเป็นดอลลาร์
การเปิดสถานะ EURUSD 1 ล็อต (100,000 หน่วย) ที่เลเวอเรจ 1:100 ต้องใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่
การเปิดสถานะ EURUSD 1 ล็อต (100,000 หน่วย) ที่เลเวอเรจ 1:100 ต้องใช้มาร์จิ้น 1,000 EUR หรือประมาณ 1,100 USD เมื่อ EURUSD อยู่ที่ 1.1000 ตัวเลข 1,000 มาจาก 100,000 ÷ 100 ซึ่งยังเป็นหน่วยยูโร เพราะ 1 ล็อตของ EURUSD คือเงินยูโร 100,000 หน่วย บัญชีที่ใช้ USD จึงต้องแปลงเป็นดอลลาร์อีกขั้นตามราคาในขณะนั้น
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| ขนาดสัญญา (1 Standard Lot) | 100,000 EUR |
| ราคา EUR/USD | 1.1000 |
| มูลค่าสถานะ | 110,000 USD |
| Leverage | 1:100 |
| Required Margin | 1,000 EUR ≈ 1,100 USD |
แทนค่าทีละบรรทัด
100,000 ÷ 100 = 1,000 EUR
1,000 × 1.1000 = 1,100 USD
หรือคิดจากมูลค่าสถานะ 100,000 × 1.1000 = 110,000 USD แล้ว ÷ 100 = 1,100 USD ได้ผลเท่ากัน
เพราะมาร์จิ้นผูกกับราคา ตัวเลขในหน่วยดอลลาร์จึงเปลี่ยนตามตลาด ถ้า EURUSD อยู่ที่ 1.0500 มาร์จิ้นของ 1 ล็อตจะเป็น 1,050 USD และถ้าอยู่ที่ 1.1500 จะเป็น 1,150 USD ขณะที่ในหน่วยยูโรยังคงเป็น 1,000 EUR เท่าเดิม
หมายความว่าเงิน 1,100 USD ถูกกันไว้เป็นหลักประกันของสถานะที่มีมูลค่า 110,000 USD ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์สำหรับบัญชีที่ใช้ USD เป็นสกุลเงินฐาน ไม่ใช่เงื่อนไขจริงของบัญชีใดบัญชีหนึ่ง
1 ล็อตต้องใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่ ที่เลเวอเรจ 1:50, 1:100, 1:200 และ 1:500
ตารางนี้ใช้ EURUSD ที่ราคา 1.1000 กับบัญชีสกุล USD ตัวเลขเป็นผลคำนวณตามสูตร ไม่ใช่เงื่อนไขของบัญชีใดบัญชีหนึ่ง
| เลเวอเรจ | อัตรามาร์จิ้น | 1 ล็อต (EUR) | 1 ล็อต (USD) | 0.1 ล็อต (USD) | 0.01 ล็อต (USD) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1:50 | 2% | 2,000 | 2,200 | 220 | 22 |
| 1:100 | 1% | 1,000 | 1,100 | 110 | 11 |
| 1:200 | 0.5% | 500 | 550 | 55 | 5.50 |
| 1:500 | 0.2% | 200 | 220 | 22 | 2.20 |
อ่านตารางนี้ให้ครบสองด้าน เลเวอเรจที่สูงขึ้นทำให้เงินที่ถูกกันไว้ลดลง แต่ไม่ได้ทำให้กำไรหรือขาดทุนต่อ pip เปลี่ยน EURUSD 1 ล็อตยังคงขยับ pip ละประมาณ 10 USD ไม่ว่าจะใช้ 1:50 หรือ 1:500 สิ่งที่เปลี่ยนคือพื้นที่ว่างที่เหลือไว้รองรับการขาดทุน และความง่ายในการเปิดสถานะใหญ่เกินกำลังของพอร์ต
เลเวอเรจสูงสุดที่ใช้กับ EURUSD ได้จริงขึ้นกับประเภทบัญชีและนิติบุคคลที่ให้บริการ
ตารางนี้ใช้ได้กับคู่เงินที่ 1 ล็อตเท่ากับ 100,000 หน่วยเท่านั้น สินทรัพย์อื่นใช้ขนาดสัญญาต่างออกไป และมาร์จิ้นต่อ 1 ล็อตจึงไม่เท่ากัน ขนาดสัญญาของแต่ละสินทรัพย์ดูได้จากหน้าผลิตภัณฑ์ เช่น หน้าซื้อขายทองคำของ TMGM ส่วนพื้นฐานของตลาดทองอยู่ในบทความ เทรดทองคืออะไร
เครื่องมือคำนวณ Margin
การคำนวณด้วยมือมีประโยชน์ตอนทำความเข้าใจกลไก แต่เวลาวางแผนสถานะจริงควรตรวจค่าประมาณอีกครั้งด้วยเครื่องมือ เครื่องคำนวณการเทรดของ TMGM รองรับการเลือกสินทรัพย์ ขนาดสถานะ อัตราเลเวอเรจ และสกุลเงินของบัญชี ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่าประมาณเพื่อการวางแผน ค่าจริงยังขึ้นอยู่กับราคาขณะส่งคำสั่งและเงื่อนไขของบัญชี
วิธีอ่านค่าในหน้าต่าง Terminal (MT4) และ Toolbox (MT5)
ค่าห้าตัวที่แถบ Terminal ของ MT4 หรือ Toolbox ของ MT5 สัมพันธ์กันเป็นชุดเดียว อ่านทีละตัวจะไม่เห็นภาพ ตารางนี้ใช้ชุดตัวเลขเดียวกันทั้งหมดเพื่อให้เทียบกับหน้าจอของคุณเองได้ทันที

สมมติ: บัญชีมีเงิน 1,000 USD เปิดสถานะแล้วมีกำไรที่ยังไม่ปิดอยู่ 100 USD และสถานะนั้นใช้หลักประกัน 200 USD
| ค่าบนหน้าจอ | ชื่อภาษาไทย | ความหมาย | สูตร | ค่าตัวอย่าง |
|---|---|---|---|---|
| Balance | ยอดเงินคงเหลือ | เงินในบัญชีที่รวมผลของรายการที่ปิดแล้ว ยังไม่รวมกำไรขาดทุนลอยตัว | – | 1,000.00 USD |
| Equity | ทุนสุทธิ | มูลค่าบัญชีในขณะนั้นเมื่อรวมกำไรหรือขาดทุนลอยตัวแล้ว | Balance ± กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิด | 1,100.00 USD |
| Margin | มาร์จิ้นที่ใช้ไปแล้ว | เงินที่ถูกกันไว้กับสถานะที่กำลังเปิดอยู่ | (ขนาดสัญญา × ราคา) ÷ ตัวคูณ Leverage | 200.00 USD |
| Free Margin | มาร์จิ้นคงเหลือ | ส่วนของ Equity ที่ยังไม่ถูกใช้เป็นหลักประกัน | Equity − Used Margin | 900.00 USD |
| Margin Level | ระดับมาร์จิ้น | อัตราส่วนระหว่าง Equity กับหลักประกันที่ใช้อยู่ | (Equity ÷ Used Margin) × 100 | 550% |
MT4 กับ MT5 แสดงค่าต่างกันตรงไหน
ค่าทั้งห้าตัวใช้ชื่อเดียวกันและคำนวณด้วยสูตรเดียวกันทั้งบน MT4 และ MT5 ตัวเลขจากบัญชีเดียวกันจึงอ่านแบบเดียวกันได้เลย ความต่างอยู่ที่ตำแหน่งและรายละเอียดรอบ ๆ
| ประเด็น | MT4 | MT5 |
|---|---|---|
| ชื่อหน้าต่างที่แสดงค่า | Terminal | Toolbox |
| วิธีเปิดบนคอมพิวเตอร์ | เมนู View หรือกด Ctrl+T | เมนู View หรือกด Ctrl+T |
| ตำแหน่งตัวเลข | แถบ Trade แถวสรุปเหนือรายการออเดอร์ | แถบ Trade แถวสรุปเหนือรายการออเดอร์ |
| ค่าที่แสดง | Balance, Equity, Margin, Free Margin, Margin Level | ชุดเดียวกัน |
| สถานะสวนทางในสินทรัพย์เดียวกัน | เปิดค้างไว้คู่กันได้ | ขึ้นกับโหมดบัญชี: โหมด Hedging เปิดค้างคู่กันได้ ส่วนโหมด Netting ออเดอร์ฝั่งตรงข้ามจะหักล้างสถานะเดิม ทำให้ Used Margin เปลี่ยนต่างจาก MT4 |
สองเรื่องที่ทำให้หน้าจอดูไม่เหมือนกัน ทั้งที่ค่าเหมือนกัน
- ถ้าตั้งภาษาของแพลตฟอร์มเป็นไทย ชื่อช่องอาจถูกแปลเป็นภาษาไทย บทความนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษตามค่าเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม
- ทั้งสองแพลตฟอร์มแสดง Margin Level เป็นช่องว่างเมื่อไม่มีสถานะเปิดอยู่ เพราะ Used Margin เป็นศูนย์
Balance กับ Equity คืออะไร ต่างกันอย่างไร
Balance คือยอดเงินคงเหลือหลังรวมผลของรายการที่ปิดไปแล้วทั้งหมด รวมถึงเงินฝาก เงินถอน กำไรขาดทุนที่รับรู้แล้ว และค่าธรรมเนียมที่ถูกบันทึก แต่ยังไม่รวมกำไรหรือขาดทุนลอยตัวของสถานะที่เปิดค้างอยู่ ในตัวอย่างคือ 1,000.00 USD
Balance จึงเป็นตัวเลขที่นิ่งที่สุดบนหน้าจอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูแค่ Balance อย่างเดียวจึงทำให้มองไม่เห็นสถานการณ์จริงของพอร์ต
Equity = Balance ± กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิด
Equity คือมูลค่าบัญชีในขณะนั้นเมื่อรวมกำไรหรือขาดทุนลอยตัวเข้าไปด้วย ในตัวอย่างมีกำไรลอยตัว 100 USD จึงได้ 1,000 + 100 = 1,100.00 USD ตัวเลขนี้ขยับตลอดเวลาที่ราคาเคลื่อนไหว และเป็นค่าที่ระบบใช้คำนวณ Margin Level
สรุปความต่างแบบจำง่าย Balance บอกว่าถ้าไม่นับออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ บัญชีมีเงินเท่าไหร่ ส่วน Equity บอกว่าถ้ากดปิดทุกออเดอร์ตอนนี้ จะเหลือเงินเท่าไหร่ ตอนไม่มีสถานะเปิด ตัวเลขสองตัวนี้เท่ากัน เมื่อมีสถานะเปิด Equity จะขยับตามราคาทุกวินาที ขณะที่ Balance นิ่งอยู่จนกว่าจะปิดออเดอร์ ระบบใช้ Equity ในการคำนวณ Free Margin และ Margin Level ตัวเลขที่ต้องจับตาระหว่างถือสถานะจึงเป็น Equity
Used Margin คืออะไร
Used Margin คือมาร์จิ้นที่ถูกกันไว้กับสถานะที่กำลังเปิดอยู่ ในตัวอย่างคือ 200.00 USD เปิดสถานะเพิ่ม ตัวเลขนี้เพิ่ม ปิดสถานะ ตัวเลขนี้ลด บน MT4 และ MT5 ช่องนี้แสดงชื่อว่า Margin เฉย ๆ ซึ่งเป็นที่มาของความสับสนว่าทำไมมี Margin สองแบบบนหน้าจอเดียว
Free Margin คืออะไร
Free Margin = Equity − Used Margin
ในตัวอย่างคือ 1,100 − 200 = 900.00 USD Free Margin เป็นส่วนของ Equity ที่ยังไม่ได้ถูกใช้เป็นหลักประกัน ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือรองรับการขาดทุนของสถานะที่เปิดอยู่ และเป็นเงินที่ใช้เปิดสถานะเพิ่มได้
สองหน้าที่นี้แย่งกันเอง ยิ่งใช้ Free Margin ไปเปิดสถานะใหม่มากเท่าไร พื้นที่ที่เหลือไว้รองรับการขาดทุนก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่วงเงินที่ควรใช้ให้หมด
Margin Level (ระดับมาร์จิ้น) คืออะไร
Margin Level = (Equity ÷ Used Margin) × 100
แทนค่าจากตัวอย่าง (1,100 ÷ 200) × 100 = 550%
ระดับมาร์จิ้นคืออัตราส่วนที่บอกว่า Equity ในบัญชีเป็นกี่เท่าของหลักประกันที่ถูกกันไว้ โดยทั่วไปค่าที่สูงขึ้นหมายถึงมีระยะห่างจากเกณฑ์ Margin Call หรือ Stop Out มากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าพอร์ตปลอดภัย เพราะตัวเลขนี้เปลี่ยนตามราคาแบบวินาทีต่อวินาที และข่าวหรือช่วงที่ราคาเกิดช่องว่างสามารถทำให้ค่านี้ร่วงลงเร็วกว่าที่คาด
ตำแหน่งของค่าทั้งห้านี้บนหน้าจอดูได้จากหน้า แพลตฟอร์ม MetaTrader 5
Margin Level เท่าไรถึงปลอดภัย หรือ กฎ 3 สี
วิธีจำที่ใช้กันทั่วไปคือมองระดับมาร์จิ้นเหมือนสัญญาณไฟจราจร

| โซน | Margin Level | ความหมาย | ควรทำอะไร |
|---|---|---|---|
| เขียว | 500% ขึ้นไป | Equity เป็น 5 เท่าของหลักประกันขึ้นไป ยังมีระยะห่างจากเกณฑ์บังคับปิดสถานะพอสมควร | เปิดสถานะเพิ่มได้ตามแผน โดยคำนวณก่อนว่าหลังเปิดแล้ว Margin Level จะเหลือเท่าไหร่ |
| เหลือง (เฝ้าระวัง) | 300% ถึงต่ำกว่า 500% | ยังมีพื้นที่ แต่ระยะห่างเริ่มแคบลง ข่าวแรงครั้งเดียวอาจดันลงไปช่วงถัดไปได้ | ทบทวนจุด Stop Loss และขนาดสถานะก่อนเปิดออเดอร์ใหม่ |
| เหลือง (ระวัง) | 100% ถึงต่ำกว่า 300% | หลักประกันถูกใช้ไปมากแล้ว พื้นที่รองรับการขาดทุนเหลือน้อย | ไม่ควรเปิดสถานะเพิ่ม พิจารณาลดขนาดสถานะหรือปิดบางส่วน |
| แดง | ต่ำกว่า 100% | Equity น้อยกว่าหลักประกันที่ใช้อยู่ Free Margin ติดลบ เปิดสถานะใหม่ไม่ได้ และอยู่ในช่วงที่อาจถึงระดับ Margin Call หรือ Stop Out ของบัญชี | ต้องจัดการทันที ถ้าลงถึงระดับ Stop Out ระบบจะเริ่มปิดสถานะให้เอง |
ในตัวอย่าง EURUSD 1 ล็อตกับพอร์ต 2,000 USD ด้านบน Margin Level เริ่มต้นที่ 181.8% ตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดออเดอร์ หมายความว่าสำหรับพอร์ตขนาดนี้ ออเดอร์ขนาดนี้อยู่ในโซนเหลืองตั้งแต่ต้น ถ้าพอร์ตเป็น 5,000 USD ออเดอร์เดียวกันจะเริ่มที่ 454.5%
ช่วงในตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับการเฝ้าระวังเท่านั้น ไม่ใช่ระดับ Margin Call หรือ Stop Out อย่างเป็นทางการของบัญชีใด ระดับจริงของแต่ละบัญชีอยู่ในตารางหัวข้อ Stop Out ด้านล่าง ส่วนเงื่อนไขการเทรดอื่นดูได้ที่หน้า เงื่อนไขการเทรด
Margin Call และ Stop Out คืออะไร?

Margin Call การเรียกหลักประกันเพิ่ม
Margin Call คือภาวะหรือระดับที่ Equity หรือ Margin Level ลดลงจนเข้าใกล้เกณฑ์ที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้ คำไทยที่ใช้ในเอกสารทางการคือการเรียกหลักประกันเพิ่ม ความหมายตรงตัวคือบัญชีมีหลักประกันไม่เพียงพอกับสถานะที่ถืออยู่ และต้องเพิ่มเงินหรือลดขนาดสถานะ
ชื่อของมันทำให้หลายคนเข้าใจผิด บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Margin Call ไม่ได้หมายความว่าจะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาแจ้งทุกครั้ง โดยทั่วไปเป็นการเปลี่ยนสถานะบนหน้าจอหรือการแจ้งเตือนในระบบ และในสภาวะที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วมาก ระยะเวลาระหว่างการแจ้งเตือนกับการปิดสถานะอัตโนมัติอาจสั้นมากจนไม่ทันได้ทำอะไร จึงไม่ควรวางแผนโดยคาดหวังว่าจะได้รับคำเตือนล่วงหน้าเสมอ
ตัวอย่างตัวเลข พอร์ตเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ถึงโดน Margin Call
ใช้ออเดอร์เดิม คือ Buy EURUSD 1 ล็อต ที่ 1.1000 เลเวอเรจ 1:100 ซึ่งกันมาร์จิ้นไว้ประมาณ 1,100 USD แล้วเทียบพอร์ตสองขนาด
ระดับ Margin Call 100% และ Stop Out 50% ในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้คำนวณได้ ไม่ใช่เงื่อนไขของบัญชี TMGM ระดับจริงของแต่ละบัญชีอยู่ในตารางหัวข้อถัดไป
| รายการ | พอร์ต 2,000 USD | พอร์ต 5,000 USD |
|---|---|---|
| Used Margin | 1,100 USD | 1,100 USD |
| Margin Level ตอนเปิด | 181.8% | 454.5% |
| Equity ที่จุด Margin Call (1,100 × 100 ÷ 100) | 1,100 USD | 1,100 USD |
| ขาดทุนได้ก่อนโดน Margin Call | 900 USD | 3,900 USD |
| เท่ากับราคาวิ่งสวนทาง | ประมาณ 90 pips | ประมาณ 390 pips |
| Equity ที่จุด Stop Out (1,100 × 50 ÷ 100) | 550 USD | 550 USD |
| ขาดทุนได้ก่อนถึง Stop Out | 1,450 USD | 4,450 USD |
| เท่ากับราคาวิ่งสวนทาง | ประมาณ 145 pips | ประมาณ 445 pips |
ออเดอร์เดียวกัน มาร์จิ้นเท่ากัน แต่พอร์ตเล็กทนได้เพียง 90 pips ก่อนโดน Margin Call ส่วนพอร์ตใหญ่ทนได้ 390 pips EURUSD เคลื่อนไหว 90 pips ภายในวันเดียวได้ในช่วงที่มีข่าวสำคัญ ออเดอร์ที่ดูไม่ใหญ่สำหรับคนหนึ่งจึงอาจใหญ่เกินไปสำหรับอีกคน สิ่งที่ตัดสินคือมาร์จิ้นของออเดอร์กินสัดส่วนของ Equity ไปเท่าไหร่
ตัวเลขเป็นค่าประมาณ ยังไม่รวมสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และ Swap และ Used Margin ในหน่วย USD จะขยับตามราคาเล็กน้อยตามที่อธิบายไว้ในขั้นที่ 3 หลักคิดนี้ใช้ได้กับทุกคู่เงินในตลาด Forex เพียงเปลี่ยนมาร์จิ้นและมูลค่า pip ตามคู่เงินนั้น
Stop Out คืออะไร Margin Level เหลือเท่าไหร่ถึงโดนล้างพอร์ต
Stop Out คือระดับ Margin Level ที่ระบบเริ่มปิดสถานะที่เปิดอยู่ให้โดยอัตโนมัติ หรือที่เทรดเดอร์ไทยเรียกกันว่า "โดนล้างพอร์ต" เมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับนี้ ระบบจะไม่รอให้ผู้เทรดตัดสินใจอีก แต่จะปิดสถานะเพื่อหยุดไม่ให้ Equity ลดลงต่ำกว่าหลักประกันไปมากกว่านี้
ถ้าระดับ Stop Out ของบัญชีคือ X% หมายความว่าเมื่อ Equity เหลือเพียง X% ของ Used Margin ระบบจะเริ่มปิดสถานะ เช่น ในตัวอย่างสมมติที่ใช้ Stop Out 50% กับออเดอร์ที่กันมาร์จิ้น 1,100 USD การปิดสถานะจะเริ่มเมื่อ Equity เหลือ 550 USD
สิ่งที่ควรเข้าใจเรื่องล้างพอร์ต
- ล้างพอร์ตไม่ได้แปลว่าเงินเหลือศูนย์เสมอ ระบบปิดสถานะเมื่อ Equity ยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง เงินที่เหลือหลังปิดจะกลับเข้า Balance แต่ในตลาดที่ราคากระโดดหรือเกิดช่องว่างราคา สถานะอาจถูกปิดที่ราคาแย่กว่าระดับ Stop Out มาก
- ถ้ามีหลายออเดอร์ ระบบอาจไม่ได้ปิดทั้งหมดพร้อมกัน บน MT4 และ MT5 โดยทั่วไปจะปิดทีละสถานะ แล้วคำนวณ Margin Level ใหม่หลังปิดแต่ละครั้ง
- ลำดับการปิดเป็นไปตามระบบ ไม่ใช่ตามที่ผู้เทรดเลือก ออเดอร์ที่ตั้งใจจะถือต่ออาจถูกปิดก่อนออเดอร์อื่น
Margin Call ต่างจาก Stop Out ตรงไหน
สองคำนี้มักถูกพูดรวมกันเหมือนเป็นเรื่องเดียว ความจริงคือเป็นสองจุดบนเส้นทางเดียวกัน Margin Call มาก่อนเพราะระดับสูงกว่า Stop Out มาทีหลังและเป็นจุดที่ระบบลงมือเอง
| ประเด็น | Margin Call | Stop Out |
|---|---|---|
| คืออะไร | สัญญาณเตือนว่าหลักประกันเริ่มไม่พอ | จุดที่ระบบเริ่มปิดสถานะให้อัตโนมัติ |
| เกิดเมื่อ Margin Level ลดลงถึง | ระดับ Margin Call ของบัญชี | ระดับ Stop Out ของบัญชี |
| สถานะยังเปิดอยู่ไหม | ยังเปิดอยู่ | เริ่มถูกปิดทีละสถานะ |
| ผู้เทรดยังทำอะไรได้ | ฝากเงินเพิ่ม ลดขนาดสถานะ หรือปิดบางออเดอร์เอง | แทบไม่มี ระบบดำเนินการเอง |
| ตัวอย่างสมมติ (พอร์ต 2,000 USD, EURUSD 1 ล็อต) | ราคาวิ่งสวนประมาณ 90 pips | ราคาวิ่งสวนประมาณ 145 pips |
ช่วงระหว่าง Margin Call กับ Stop Out คือเวลาที่เหลือให้แก้สถานการณ์ แต่ในตลาดที่ราคากระโดด ช่วงนี้อาจสั้นจนแทบไม่มี และราคาอาจข้ามจากเหนือ Margin Call ไปต่ำกว่า Stop Out ในครั้งเดียว การวางแผนโดยคิดว่าจะได้รับคำเตือนก่อนเสมอจึงไม่ปลอดภัย
วิธีลดโอกาสเกิด Margin Call
กำหนดขนาดสถานะจากจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงได้ ไม่ใช่จากจำนวนสูงสุดที่หลักประกันเปิดให้เปิดได้
วาง Stop Loss ตามแผนการเทรดตั้งแต่ก่อนส่งคำสั่ง
เผื่อ Free Margin ไว้เสมอ ไม่ใช้จนหมด
ติดตาม Equity และ Margin Level ระหว่างวัน โดยเฉพาะช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
หลีกเลี่ยงการเปิดสถานะเต็มวงเงินที่ระบบยอมให้เปิด
ไม่เพิ่มสถานะเพื่อถัวเฉลี่ยโดยอัตโนมัติในขณะที่ Margin Level กำลังลดลง เพราะสถานะที่เพิ่มจะกินหลักประกันเพิ่มไปอีก
การวางขนาดสถานะโดยคำนึงถึงมาร์จิ้นตั้งแต่แรกยังช่วยให้เทรดเดอร์พัฒนากลยุทธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพราะรู้ล่วงหน้าว่าแผนแต่ละแบบต้องใช้พื้นที่ในบัญชีเท่าไหร่
ข้อควรทราบเกี่ยวกับข้อ 2: Stop Loss ช่วยกำหนดจุดออกตามแผน แต่ไม่รับประกันราคาปิดได้ในทุกกรณี ในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง เกิดช่องว่างราคา หรือสภาพคล่องต่ำ คำสั่งอาจถูกดำเนินการที่ราคาต่างจากที่ตั้งไว้
อ่านเพิ่มเติมเรื่องการจัดการความเสี่ยงได้ที่ 10 ความเสี่ยงของการเทรด Forex ที่มือใหม่ควรรู้
ประเภทของ Margin ที่ต้องรู้จัก
คำว่า Margin ในเอกสารเงื่อนไขการเทรดมักมาพร้อมคำขยาย ซึ่งหมายถึงคนละจังหวะของการถือสถานะ
| ประเภท | ความหมาย | ใช้เมื่อใด | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|---|---|
| Initial หรือ Required Margin (มาร์จิ้นเริ่มต้น) | หลักประกันที่ต้องใช้เพื่อเปิดสถานะ | ตอนเปิดสถานะ | สูตรและอัตรามาร์จิ้นของสินทรัพย์นั้น |
| Maintenance Margin (มาร์จิ้นรักษาสถานะ) | ระดับหลักประกันขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ระหว่างถือสถานะ | ระหว่างถือสถานะ | เกณฑ์ Margin Call และ Stop Out ของบัญชี |
| Hedged Margin (มาร์จิ้นของสถานะสวนทาง) | หลักประกันที่คิดกับสถานะตรงข้ามในสินทรัพย์เดียวกัน | เมื่อเปิดสถานะ Hedge | ผู้ให้บริการอาจคิดเต็มจำนวน คิดลดลง หรือใช้เงื่อนไขเฉพาะ |
ข้อควรระวังสามข้อ
- Maintenance Margin ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับระดับ Stop Out โดยอัตโนมัติ ทั้งสองเป็นคนละพารามิเตอร์ที่ผู้ให้บริการกำหนดแยกกัน
- วิธีคิด Hedged Margin แตกต่างกันมากตามผู้ให้บริการและประเภทบัญชี ต้องอ่านเงื่อนไขของบัญชีตัวเองเท่านั้น
- การเปิดสถานะ Hedge ไม่ได้ทำให้ไม่มีความเสี่ยง ต้นทุนการถือ สเปรด และการเคลื่อนไหวของราคายังคงกระทบบัญชีอยู่
Margin กับ Leverage ต่างกันอย่างไร?
สองคำนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยมากทั้งที่เป็นคนละสิ่ง วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือ มาร์จิ้นเป็นจำนวนเงิน เลเวอเรจเป็นอัตราส่วน
| ประเด็น | Margin | Leverage |
|---|---|---|
| คืออะไร | จำนวนเงินจริงที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกัน | อัตราส่วนระหว่างหลักประกันกับมูลค่าสถานะที่เปิดได้ |
| หน่วย | สกุลเงิน เช่น USD | อัตราส่วน เช่น 1:100 |
| ความสัมพันธ์ | เมื่อขนาดสถานะเท่าเดิม เลเวอเรจสูงขึ้นทำให้ Required Margin ลดลง | เป็นตัวหารในสูตรคำนวณหลักประกัน |
| ใครกำหนด | คำนวณจากขนาดสถานะและเลเวอเรจที่ใช้อยู่ | ผู้ให้บริการกำหนดเพดาน ผู้เทรดเลือกภายในเพดานนั้น |
| เห็นได้ที่ไหน | ช่อง Margin บนหน้าจอเทรด | ในการตั้งค่าบัญชี |
| ผลต่อความเสี่ยง | เมื่อ Free Margin หรือ Margin Level ลดต่ำลง บัญชีจะมีพื้นที่รองรับการขาดทุนน้อยลงและเข้าใกล้เกณฑ์ Stop Out มากขึ้น | เลเวอเรจที่สูงขึ้นทำให้เปิดสถานะขนาดใหญ่ขึ้นหรือหลายสถานะได้ง่ายขึ้น ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นทางอ้อมผ่านขนาดสถานะที่เลือก |
จุดที่ต้องแยกให้ชัด กำไรหรือขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาถูกกำหนดโดย ขนาดสถานะ ไม่ใช่โดยตัวเลขเลเวอเรจ ถ้าเปิด 1 ล็อตเท่ากัน ราคาขยับเท่ากัน กำไรขาดทุนก็เท่ากัน ไม่ว่าบัญชีจะตั้งเลเวอเรจไว้ 1:100 หรือ 1:1000 สิ่งที่ต่างกันคือจำนวนเงินที่ถูกกันไว้ และพื้นที่ที่เหลือในบัญชีสำหรับรองรับการขาดทุน
เลเวอเรจจึงไม่ได้ขยายกำไรขาดทุนด้วยตัวมันเอง แต่มันเปิดโอกาสให้ผู้เทรดเลือกขนาดสถานะที่ใหญ่ขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม และขนาดสถานะนั่นเองที่เป็นตัวขยายผลลัพธ์ทั้งสองทาง
อ่านต่อเรื่องอัตราส่วนนี้โดยตรงได้ที่ เลเวอเรจ (Leverage) ในการเทรด Forex คืออะไร
ข้อดีและความเสี่ยงของการเทรดด้วย Margin
ข้อดีเชิงกลไก
- ใช้เงินหลักประกันน้อยกว่ามูลค่าสถานะที่ควบคุม จึงไม่ต้องวางเงินเต็มมูลค่าสินทรัพย์
- บริหารเงินที่ถูกกันไว้และ Free Margin ได้ยืดหยุ่นขึ้น เพราะทุนไม่ถูกผูกไว้กับสถานะเดียว
- รองรับกลยุทธ์ได้หลายรูปแบบตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์และบัญชี
ความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจก่อนเปิดสถานะ
- ขนาดสถานะที่ใหญ่ขึ้นทำให้กำไรและขาดทุนเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น EURUSD 1 ล็อตที่ราคา 1.1000 เป็นสถานะมูลค่าราว 110,000 USD ราคาขยับเพียง 0.1% หรือประมาณ 11 pips ก็กระทบบัญชีราว 110 USD แล้ว
- Free Margin ลดลงทันทีเมื่อสถานะขาดทุน เพราะ Free Margin คำนวณจาก Equity ซึ่งรวมขาดทุนลอยตัวอยู่แล้ว
- Margin Level อาจลดลงจนเข้าเกณฑ์ Margin Call หรือ Stop Out และการปิดสถานะอัตโนมัติจะเกิดขึ้นตามเงื่อนไขของระบบ ไม่ใช่ตามจังหวะที่ผู้เทรดต้องการ
- การถือสถานะข้ามคืนอาจมีต้นทุนสะสม เช่น Swap หรือค่าธรรมเนียม Financing ซึ่งกัดกร่อน Equity ไปเรื่อย ๆ แม้ราคายังไม่เคลื่อนไหว
- การใช้วงเงินเต็มจำนวนทำให้พอร์ตเหลือพื้นที่รองรับความผันผวนน้อย ความผันผวนปกติของตลาดที่ปกติไม่เป็นปัญหา อาจกลายเป็นปัญหาทันทีเมื่อไม่มี Free Margin เหลือ
- การเปิดหลายสถานะที่มีความสัมพันธ์กันเพิ่มความเสี่ยงรวม คู่เงินที่เคลื่อนไหวไปทางเดียวกันหรือสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อปัจจัยเดียวกันอาจขาดทุนพร้อมกัน ทำให้ Margin Level ร่วงเร็วกว่าที่ประเมินไว้จากสถานะเดี่ยว
- ตลาดที่เกิดช่องว่างราคาอาจทำให้ผลลัพธ์ต่างจากที่วางแผน โดยเฉพาะช่วงเปิดตลาดหรือหลังเหตุการณ์สำคัญ
การเทรดด้วยหลักประกันจึงเป็นเครื่องมือที่ต้องมาพร้อมแผนการบริหารความเสี่ยงเสมอ ผู้เทรดสามารถสูญเสียเงินลงทุนได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Margin
- เข้าใจผิดว่า Margin คือค่าธรรมเนียมที่ถูกหักออกไปแล้ว
- ดูเฉพาะ Balance แต่ไม่ดู Equity จึงไม่เห็นขาดทุนลอยตัวที่กำลังเกิดขึ้น
- เปิดสถานะจนใช้ Free Margin เกือบหมด แล้วไม่เหลือพื้นที่รองรับความผันผวนปกติ
- ไม่ทราบระดับ Margin Call และ Stop Out ของบัญชีตัวเอง
- คิดว่าเลเวอเรจสูงทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเอง ทั้งที่ขนาดสถานะเท่าเดิมให้ผลเท่าเดิม
- เชื่อว่า Stop Loss รับประกันราคาปิดได้ทุกกรณี
สรุป Margin คือหลักประกัน ไม่ใช่ต้นทุน แต่ต้องบริหารเหมือนเป็นความเสี่ยง
มาร์จิ้นคือเงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมและไม่ใช่เงินที่จ่ายทิ้ง เมื่อปิดสถานะ เงินก้อนนี้จะถูกปลดล็อก ส่วนยอดคงเหลือหลังปิดขึ้นอยู่กับกำไร ขาดทุน และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
ตัวเลขบนหน้าจอต้องอ่านร่วมกันเป็นชุด Balance บอกอดีต Equity บอกปัจจุบัน Used Margin บอกว่าถูกกันไปเท่าไร Free Margin บอกว่าเหลือพื้นที่เท่าไร และ Margin Level บอกว่าพื้นที่นั้นกว้างแค่ไหนเมื่อเทียบกับภาระที่แบกอยู่ ดูตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวจะมองไม่เห็นภาพ
ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้มาจากตัวเลขเลเวอเรจ แต่มาจากขนาดสถานะที่เลือกเปิดและการเคลื่อนไหวของราคา การที่หน้าจอแสดงว่ายังมี Free Margin เหลือ ไม่ได้แปลว่าควรใช้มันให้หมด และก่อนเปิดสถานะทุกครั้งควรรู้ว่าบัญชีของตัวเองมีเกณฑ์ Margin Call และ Stop Out อยู่ที่ระดับใด
ผู้ที่ต้องการทำความคุ้นเคยกับค่าทั้งห้าบนหน้าจอโดยยังไม่ใช้เงินจริง สามารถเปิดบัญชีทดลองเพื่อฝึกอ่านค่าและทดสอบการคำนวณหลักประกันได้จากหน้า ประเภทบัญชีเทรดและบัญชีทดลอง
ถ้าต้องการปูพื้นเรื่องอื่นต่อจากมาร์จิ้น เช่น Pip, Lot และ Spread ดูบทเรียนทั้งหมดได้ที่แหล่งความรู้ของ TMGM ส่วนเครื่องมือและแพลตฟอร์มเทรดดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ TMGM ประเทศไทย
















