Spread ใน Forex หมายความว่าอะไร?
Spread ใน Forex หรือที่เรียกว่า Bid-Ask Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ของคู่สกุลเงิน
การเปลี่ยนแปลงของ Spread วัดเป็นหน่วย pip ซึ่งเป็นหน่วยการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดในคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ โดยในคู่เงินหลัก 1 pip มีค่าเท่ากับ 0.0001
Spread เป็นหนึ่งในตัวกำหนดต้นทุนการเทรดทั้งหมดใน Forex เมื่อเปิดออเดอร์ คุณจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุนเล็กน้อยเท่ากับค่า Spread ทันที ตลาดจึงต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้อย่างน้อยเท่ากับขนาดของ Spread ก่อน ถึงจะถึงจุดคุ้มทุน นอกจากนี้ การที่โบรกเกอร์ของคุณเสนอ Fixed Spread หรือ Variable Spread ยังส่งผลโดยตรงต่อความสม่ำเสมอหรือความผันผวนของต้นทุนการเทรดด้วย
Fixed Spread คืออะไร?
Fixed Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
Fixed Spread ไม่ขึ้นกับสภาวะตลาดในขณะนั้น และจะคงความกว้างเท่าเดิมภายใต้สภาวะการเทรดปกติ ข้อดีคือช่วยให้นักเทรดรู้ต้นทุนล่วงหน้าได้ ทำให้วางแผนได้ง่ายขึ้น โบรกเกอร์มักเสนอ Fixed Spread ในรูปแบบบัญชีเฉพาะ และเป็นที่นิยมในหมู่นักเทรดที่ต้องการราคาที่มั่นคงและใช้เงินทุนไม่มาก
Variable Spread คืออะไร?
Variable Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ที่ปรับเปลี่ยนตามสภาวะตลาด
Variable Spread หมายความว่าช่องว่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่อง ตรงข้ามกับ Fixed Spread เพราะมันขยายหรือหดตัวตามความผันผวนของตลาด โครงสร้างนี้สะท้อนราคาตลาดจริงได้แม่นยำกว่า และลดโอกาสเกิด Requote แต่ก็หมายความว่าต้นทุนการเทรดอาจสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือสภาพคล่องต่ำ
คำนวณ Spread ใน Forex อย่างไร?
คำนวณ Spread ได้โดยนำราคา Ask ลบด้วยราคา Bid ของคู่สกุลเงิน
สูตรการคำนวณ Spread คือ:
Spread = Ask − Bid
ตัวอย่างเช่น หาก GBP/USD อยู่ที่ 1.2500 / 1.2503 Spread จะเท่ากับ 0.0003 หรือ 3 pip
Spread แบ่งออกเป็น Tight (แคบ) และ Wide (กว้าง) Spread แคบหมายความว่าส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask น้อย ต้นทุนการเทรดจึงต่ำ ส่วน Spread กว้างหมายความว่าส่วนต่างมากขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเปิดออเดอร์สูงขึ้นตามไปด้วย
Spread ใน Forex แสดงอย่างไร?
Spread ใน Forex แสดงเป็นตัวเลขส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ของคู่สกุลเงิน และมักแสดงในหน่วย pip
ราคา Forex จะแสดงสองส่วนเสมอ ส่วนแรกคือราคา Bid และส่วนที่สองคือราคา Ask โดย Spread คือราคา Ask ลบด้วยราคา Bid
ตารางด้านล่างแสดงตัวอย่างการแสดง Spread 10 รายการ:
สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่ที่แสดงราคาทศนิยม 4 ตำแหน่ง 1 pip มีค่าเท่ากับ 0.0001 ส่วนคู่สกุลเงินที่มี JPY ซึ่งแสดงราคาทศนิยม 2 ตำแหน่ง 1 pip มีค่าเท่ากับ 0.01 นักเทรดจะเห็น Spread โดยตรงในรูปแบบช่องว่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายบนแพลตฟอร์มการเทรด
อะไรทำให้ Spread เปลี่ยนแปลงใน Forex?
Spread เปลี่ยนแปลงใน Forex เมื่อส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ขยับตามสภาวะตลาด โดยมี 7 สาเหตุหลักที่ทำให้ Spread เปลี่ยนแปลง ได้แก่
สภาพคล่อง
ช่วงที่ Session การเทรดทับซ้อนกัน
ความผันผวนของตลาด
เหตุการณ์ระดับโลก
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
ประเภทโบรกเกอร์และรูปแบบการกำหนดราคา
ปัญหาทางเทคนิค
1. สภาพคล่อง
สภาพคล่องต่ำคือสาเหตุหลักที่ทำให้ Spread กว้างขึ้น เมื่อมีผู้เทรดคู่สกุลเงินนั้นน้อยลง คำสั่งซื้อและขายในตลาดก็ลดลงตาม โบรกเกอร์จึงขยายช่องว่างระหว่างราคา Bid และ Ask เพื่อรับมือกับความลึกของตลาดที่ลดลง
สำหรับเทรดเดอร์ไทย ช่วงที่สภาพคล่องต่ำที่สุดคือ ช่วงรอยต่อตลาด (04:00 - 05:00 น. เวลาไทย) หรือที่เรียกกันว่าช่วง "ตลาดปิดวัน" ในช่วงเวลานี้สเปรดมักจะถ่างกว้างที่สุด (Spread Spike) จึงควรระมัดระวังการถือออเดอร์ข้ามวัน เพราะอาจโดน Stop Loss ได้ง่ายๆ ทั้งที่ราคายังวิ่งไปไม่ถึง
2. ช่วงที่ Session การเทรดทับซ้อนกัน
Spread มีแนวโน้มที่คาดเดาได้ตามว่า Session ใหญ่ใดกำลังเปิดอยู่หรือทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็น London, New York หรือ Tokyo ช่วง London/New York Overlap มักให้ Spread ที่แคบที่สุด สำหรับนักเทรดไทยคือช่วง 20:00–23:00 น. ขณะที่ช่วงดึกถึงเช้าตรู่ตามเวลาไทย ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง Session New York และ Tokyo Spread มักจะกว้างขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
3. ความผันผวนของตลาด
ความผันผวนสูงทำให้ Spread ผันผวนตามไปด้วย เมื่อราคาเคลื่อนไหวเร็ว ราคา Bid และ Ask ปรับตัวอย่างรวดเร็ว และโบรกเกอร์จะขยาย Spread เพื่อรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ Spread มักจะกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือช่วงประกาศตัวเลข Non-Farm Payrolls (ศุกร์แรกของเดือน เวลาประมาณ 19:30 หรือ 20:30 น. ตามฤดูกาล) ซึ่งเป็นช่วงที่สเปรดอาจ "สะบัด" หรือถ่างออกอย่างรุนแรงตามความผันผวนของข่าว
4. เหตุการณ์ระดับโลก
ภัยธรรมชาติ ความตึงเครียดทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการประกาศนโยบายของธนาคารกลาง ล้วนเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาด นักเทรดต่างรีบปรับสถานะของตัวเอง ส่งผลให้ Spread อาจกว้างขึ้นตามมา
5. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน อาจส่งผลต่อวิธีที่ Dealer กำหนดราคาและป้องกันความเสี่ยง ซึ่งสามารถส่งผลต่อ Spread ในระยะยาวได้
6. ประเภทโบรกเกอร์และรูปแบบการกำหนดราคา
โบรกเกอร์ประเภท ECN มักเสนอ Variable Spread ที่สะท้อนสภาวะตลาดจริง ในขณะที่ Market Maker อาจขยาย Spread เองเพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ต ซึ่งหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงของ Spread บางส่วนมาจากพฤติกรรมของโบรกเกอร์ ไม่ใช่สภาวะตลาดที่แท้จริง
7. ปัญหาทางเทคนิค
ปัญหาทางเทคนิคที่ Exchange, Liquidity Provider หรือระบบของโบรกเกอร์ อาจทำให้ฟีดราคาหยุดชะงักชั่วคราว ซึ่งจะลดสภาพคล่องที่มีอยู่และอาจทำให้ Spread กว้างขึ้นได้
Spread เปลี่ยนแปลงได้น้อยที่สุดเท่าไหร่ใน Forex?
การเปลี่ยนแปลงของ Spread ที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้ใน Forex คือ 1 Pipette ซึ่งเท่ากับหนึ่งในสิบของ pip
คู่สกุลเงินหลักส่วนใหญ่แสดงราคาทศนิยม 5 ตำแหน่ง เช่น 1.10005 ในกรณีนี้ 1 pip มีค่าเท่ากับ 0.0001 และ 1 Pipette มีค่าเท่ากับ 0.00001 เมื่อ Spread แสดงเป็น Fractional Pip การเปลี่ยนแปลงที่เล็กที่สุดที่มองเห็นได้คือ 0.1 pip
สำหรับคู่สกุลเงินที่มี JPY ซึ่งแสดงราคาทศนิยม 3 ตำแหน่ง 1 pip มีค่าเท่ากับ 0.01 และ 1 Pipette มีค่าเท่ากับ 0.001
หาก EUR/USD มี Spread อยู่ที่ 0.8 pip แล้วเปลี่ยนเป็น 0.9 pip การเคลื่อนไหว 0.1 pip นั้นคือการปรับ Spread ที่เล็กที่สุดที่มองเห็นได้ การกำหนดราคาแบบ Fractional นี้ช่วยให้โบรกเกอร์เสนอ Spread ที่แคบลงและ Quote ราคาได้แม่นยำยิ่งขึ้น













