การซื้อ (Buying) ในตลาด Forex หมายถึงอะไร?
การซื้อในตลาด Forex คือการเปิดสถานะ Long ในคู่เงินที่คุณเล็งไว้ เพราะคุณคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้น เมื่อคุณซื้อคู่เงินหนึ่ง หมายความว่าคุณกำลังซื้อสกุลเงินฐาน (Base Currency) และขายสกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) ออกไปในเวลาเดียวกัน คุณจะได้กำไรก็ต่อเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนดีดตัวสูงขึ้นหลังจากที่คุณเปิดคำสั่งซื้อ
ตัวอย่างเช่น: หากคุณซื้อคู่เงิน EUR/USD ที่ราคา 1.1000 เท่ากับว่าคุณกำลังซื้อเงินยูโรและขายเงินดอลลาร์สหรัฐ หากราคาพุ่งขึ้นไปที่ 1.1100 และคุณปิดการซื้อขาย คุณจะได้กำไรจากส่วนต่าง 100 pips ที่เพิ่มขึ้นมา แต่ในทางกลับกันหากราคามันร่วงลง คุณก็จะขาดทุน
การขาย (Selling) ในตลาด Forex หมายถึงอะไร?
การขายในตลาด Forex คือการเปิดสถานะ Short ในคู่เงินนั้นๆ เพราะคุณคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลดลง เมื่อคุณขายคู่เงินหนึ่ง หมายความว่าคุณกำลังขายสกุลเงินฐาน (Base Currency) และซื้อสกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) เข้ามาแทน คุณจะทำกำไรได้ก็ต่อเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนดิ่งลดลงหลังจากที่คุณเปิดคำสั่งขาย
ตัวอย่างเช่น: หากคุณขายคู่เงิน EUR/USD ที่ราคา 1.1000 เท่ากับว่าคุณกำลังขายเงินยูโรและซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ หากราคาดิ่งลงไปที่ 1.0900 และคุณปิดการซื้อขาย คุณจะได้กำไรจากส่วนต่าง 100 pips ที่ลดลงไป แต่หากราคากลับดีดสูงขึ้นแทน คุณก็จะเกิดการขาดทุนทันที
เราทำกำไรจากการซื้อและขาย Forex ได้อย่างไร?
คุณทำกำไรได้ด้วยการคว้าส่วนต่างระหว่าง "ราคาเปิด" และ "ราคาปิด" ของออเดอร์ โดยผลตอบแทนจะถูกกำหนดจากระยะทางที่อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เป็นใจ และขนาดสถานะที่คุณเลือกเทรด
หากคุณเปิดสถานะ Long คุณจะทำเงินได้จากการซื้อสกุลเงินในราคาที่ต่ำและขายออกในราคาที่สูงกว่า แต่หากคุณเปิดสถานะ Short คุณจะทำเงินได้จากการขายที่ราคาสูงและกลับมาซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งในทั้งสองกรณี เทรดเดอร์จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากส่วนต่างของราคาซื้อและขาย นี่คือวิธีที่เทรดเดอร์สร้างกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่าง ค่าสเปรด (Spreads), เลเวอเรจ และขนาดสถานะ การทำกำไรอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบและกฎการเข้า-ออกที่ชัดเจน เทรดเดอร์มือโปรส่วนใหญ่จึงมักใช้กลยุทธ์การเทรดเพื่อกำหนดจุดเข้า จุดตัดขาดทุน (Stop-loss) และการจัดการออเดอร์ โดยเน้นการตัดขาดทุนให้ไวและปล่อยให้กำไรเติบโตเมื่อตลาดวิ่งไปในทางที่คาดการณ์ไว้
ค่าสเปรด (Spreads) ส่งผลต่อการซื้อขาย Forex อย่างไร?
สเปรด (Spread) คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาขาย) และราคา Ask (ราคาซื้อ) ของคู่เงินนั้นๆ ซึ่งถือเป็นต้นทุนขนาดเล็กที่แฝงอยู่ในทุกการเทรดตามที่โบรกเกอร์กำหนด
ค่าสเปรดส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการซื้อขายของคุณ เพราะเมื่อคุณ "ซื้อ" คุณจะต้องเข้าออเดอร์ด้วยราคา Ask เสมอ และเมื่อคุณ "ขาย" เพื่อปิดออเดอร์ คุณจะต้องออกด้วยราคา Bid ซึ่งช่องว่างระหว่างราคาทั้งสองนี้เองที่ทำให้สถานะของคุณเริ่มติดลบเล็กน้อยทันทีที่เปิด สเปรดไม่ได้เป็นตัวเปลี่ยนทิศทางของตลาด แต่มันส่งผลต่อระยะที่ราคาต้องขยับไปให้ถึงเพื่อให้คุณสามารถเริ่มทำกำไรได้นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น: หากคู่เงิน EUR/USD มีราคา Bid อยู่ที่ 1.1000 และ Ask อยู่ที่ 1.1002 ส่วนต่าง 2 pips นี้คือค่าสเปรด
หากคุณซื้อที่ 1.1002: ออเดอร์จะแสดงผลขาดทุนทางบัญชีทันที 2 pips เพราะคุณสามารถขายคืนได้ที่ราคา 1.1000 เท่านั้น ราคาจึงต้องวิ่งสูงกว่า 1.1002 คุณถึงจะเริ่มคุ้มทุนและมีกำไร
หากคุณขายที่ 1.1000: คุณต้องการให้ราคาดิ่งลงต่ำกว่าระดับนี้มากกว่า 2 pips เพื่อให้ครอบคลุมค่าสเปรดและเปลี่ยนเป็นกำไรสุทธิออกมาได้นั่นเอง
เลเวอเรจ (Leverage) ส่งผลต่อการซื้อขาย Forex อย่างไร?
เลเวอเรจ ช่วยเพิ่มพลังในการซื้อ (Buying Power) ให้คุณสามารถควบคุมสถานะการเทรดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินฝากเพียงเล็กน้อย สิ่งนี้ช่วยให้คุณใช้เงินเพียงเศษเสี้ยวของมูลค่าการซื้อขายจริง ซึ่งเรียกว่า "มาร์จิ้น" (Margin) เพื่อเข้าถึงขนาดการเทรดที่ใหญ่ขึ้นมากได้ ยิ่งเลเวอเรจสูง คุณยิ่งสามารถซื้อหรือขายคู่เงินได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องวางเงินเต็มจำนวนตามมูลค่าสัญญา
อย่างไรก็ตาม เลเวอเรจเปรียบเสมือนดาบสองคมที่ขยายได้ทั้งผลกำไรและขาดทุนในการเทรด หากราคาขยับไปในทิศทางที่เป็นใจเพียงเล็กน้อย คุณก็สามารถคว้าผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุนที่คุณฝากไว้ แต่ในทางกลับกัน หากราคาขยับไปผิดทางแม้เพียงนิดเดียว ความเสียหายก็จะถูกขยายให้รุนแรงขึ้นเช่นกัน การเพิ่มเลเวอเรจจึงเป็นการเพิ่มทั้งโอกาสในการได้รับรางวัลและความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ตัวอย่างเช่น: สมมติว่าคุณมีเงินในบัญชีเทรด 1,000 USD และโบรกเกอร์มอบเลเวอเรจให้ 1:100 ด้วยอัตราส่วนนี้ คุณจะสามารถควบคุมสถานะในคู่เงินได้สูงถึง 100,000 USD
หากราคาขยับไปในทิศทางที่คุณเก็งไว้ 1%: ผลกำไรจะถูกคำนวณจากมูลค่าสถานะเต็มจำนวนคือ 100,000 USD ไม่ใช่แค่จากเงินฝาก 1,000 USD ของคุณ ซึ่งจะทำให้กำไรที่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
หากราคาขยับผิดทางไป 1%: ผลขาดทุนก็จะถูกคำนวณจากขนาดสถานะเต็มจำนวนเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลให้ยอดเงินในบัญชีของคุณลดฮวบลงได้อย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเทรดสำหรับเทรดเดอร์ไทย (Trading Sessions)
เมื่อเข้าใจกลไกการทำกำไรแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือก "เวลา" ที่ถูกต้อง ในฐานะเทรดเดอร์ไทย คุณได้เปรียบเรื่องความคาบเกี่ยวของช่วงเวลาตลาดโลก โดยช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงและน่าเข้าไปทำกำไรมากที่สุดคือ ช่วงคาบเกี่ยวตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก (ประมาณ 19:00 – 23:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งเป็นช่วงที่กราฟวิ่งแรงที่สุด เหมาะกับการใช้กลยุทธ์ทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่ชัดเจนตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น
คู่เงินยอดนิยมและปัจจัยค่าเงินบาทสำหรับเทรดเดอร์ไทย
เทรดเดอร์ไทยส่วนใหญ่นิยมเริ่มต้นกับ EUR/USD, XAU/USD (ทองคำ) และ USD/JPY เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูงมากและมี ค่าสเปรด (Spread) ต่ำ ซึ่งช่วยให้มือใหม่ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเทรดที่สูงเกินไป โดยเฉพาะทองคำ (XAU/USD) ที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพราะความผันผวนที่สูงพอจะสร้างโอกาสทำกำไรได้รวดเร็วทันใจภายในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเน้นเทรดคู่เงินหลักระดับโลก แต่การเข้าใจ ปัจจัยภายในประเทศที่ส่งผลต่อคู่เงิน USD/THB ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะตัวเลขสำคัญอย่าง GDP ของประเทศไทย หรือนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล้วนเป็นตัวขับเคลื่อนทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งความเข้าใจในส่วนนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและวางแผนรับมือกับความผันผวนของค่าเงินในมือได้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กำไรและขาดทุนในตลาด Forex คำนวณอย่างไร?
การคำนวณกำไรและขาดทุนใน Forex ทำได้โดยการนำ "ส่วนต่างของราคา" ระหว่างจุดที่คุณเข้า (Entry) และจุดที่คุณออก (Exit) มาคูณกับ "ขนาดของสถานะ" (Position Size) ที่คุณถือครอง ซึ่งผลกำไรหรือขาดทุนที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับระยะห่างของราคาที่ปรับเปลี่ยนไปตามขนาดของคำสั่งซื้อขายนั้นๆ
สูตรการคำนวณกำไรและขาดทุนใน Forex มีดังนี้:
กำไร/ขาดทุน = (ราคาขาออก – ราคาขาเข้า) × ขนาดของสถานะ
สำหรับการซื้อ (Buy): ให้นำราคาขาออกตั้งแล้วลบด้วยราคาขาเข้า
สำหรับการขาย (Sell): ให้นำราคาขาเข้าตั้งแล้วลบด้วยราคาขาออก
จากนั้นนำผลลัพธ์ที่ได้ไปคูณกับจำนวนหน่วยที่เทรด ในตลาด Forex นั้น 1 Standard Lot จะเท่ากับ 100,000 หน่วย ของสกุลเงินฐาน ดังนั้นขนาดของสถานะจึงส่งผลโดยตรงว่าการเคลื่อนที่ของราคาในแต่ละจุดจะมีมูลค่าเท่าไหร่
ตัวอย่างเช่น: หากคุณซื้อ 1 Standard Lot (100,000 หน่วย) ของคู่เงิน EUR/USD ที่ราคา 1.1000 และปิดการเทรดที่ราคา 1.1050 ส่วนต่างราคาที่ 0.0050 จะถูกนำไปคำนวณกับสถานะเต็มจำนวน 100,000 หน่วย ยิ่งขนาด Lot ใหญ่ขึ้นและราคาขยับไปไกลขึ้นเท่าไหร่ กำไรหรือขาดทุนก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้เครื่องคิดเลขคำนวณกำไร Forex เพื่อประมาณการตัวเลขเหล่านี้ก่อนที่จะเริ่มเปิดออเดอร์จริง













